ส่งของไปต่างประเทศ ต้องเสียภาษีนำเข้าหรือไม่? ใครเป็นคนจ่าย?
เมื่อพูดถึงการส่งของไปต่างประเทศ คำถามที่หลายคนสงสัยมากที่สุดคือ “ต้องเสีย ภาษีนำเข้า หรือไม่?” และ “ใครเป็นคนจ่าย?” เพราะหากไม่เข้าใจเรื่องนี้ การส่งของไปต่างประเทศอาจทำให้ผู้รับต้องจ่ายเงินเพิ่มโดยไม่ทันตั้งตัว หรืออาจทำให้พัสดุถูกกักที่ด่านศุลกากรจนเกิดความล่าช้าโดยไม่จำเป็น บทความนี้ City-Link Express จะพาไปทำความเข้าใจเรื่องภาษีนำเข้า หลักเกณฑ์การจัดเก็บ ผู้ที่ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่าย และข้อควรรู้ก่อนส่งของไปต่างประเทศ เพื่อช่วยลดปัญหาพัสดุติดศุลกากรหรือค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิด
ภาษีนำเข้า คืออะไร?
ภาษีนำเข้าหรือที่เรียกว่า Import Duty หรือ Customs Duty คือภาษีที่รัฐบาลของประเทศปลายทางเรียกเก็บจากสินค้าที่นำเข้ามาจากต่างประเทศเมื่อมีการส่งของไปต่างประเทศ สินค้าทุกชิ้นจะต้องผ่านด่านศุลกากรของประเทศปลายทาง ซึ่งเจ้าหน้าที่จะตรวจสอบและประเมินว่าต้องเสีย ภาษีนำเข้า หรือไม่ โดยการพิจารณาจะขึ้นอยู่กับ มูลค่าศุลกากร (Customs Value) ประเภทสินค้า พิกัดศุลกากร (HS Code) ถิ่นกำเนิดสินค้า และกฎหมายของประเทศปลายทาง
การส่งของไปต่างประเทศ ต้องเสีย ภาษีนำเข้า ทุกครั้งหรือไม่?
คำตอบคือ ไม่เสมอไป การส่งของไปต่างประเทศจะต้องเสียภาษีนำเข้าหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลัก 4 ประการ ได้แก่
1. มูลค่าของสินค้า (Threshold Value)
ทุกประเทศมีการกำหนดมูลค่าสินค้าขั้นต่ำที่อาจได้รับการยกเว้นอากรนำเข้า (Import Duty) ซึ่งมักเรียกว่า De Minimis Value อย่างไรก็ตาม กฎเกณฑ์ของแต่ละประเทศแตกต่างกัน และแม้สินค้าจะได้รับการยกเว้นอากรนำเข้าแล้ว บางประเทศอาจยังเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT), ภาษีสินค้าและบริการ (GST) หรือภาษีอื่น ๆ ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ตัวอย่างเกณฑ์มูลค่าที่อาจได้รับการยกเว้นอากรนำเข้าในบางประเทศ มีดังนี้
| ประเทศ | ตัวอย่างเกณฑ์มูลค่าที่อาจได้รับการยกเว้นอากรนำเข้า โดยประมาณ |
| สหรัฐอเมริกา | ต่ำกว่า USD 800 |
| ออสเตรเลีย | ต่ำกว่า AUD 1,000 |
| สหราชอาณาจักร | ต่ำกว่า GBP 135 |
| ญี่ปุ่น | ต่ำกว่า JPY 10,000 |
| สิงคโปร์ | ต่ำกว่า SGD 400 |
| สหภาพยุโรป | ต่ำกว่า EUR 150 |
*หมายเหตุ: ตัวเลขข้างต้นเป็นเพียงข้อมูลทั่วไปที่ใช้เป็นแนวทางในการประเมินเบื้องต้น กฎหมายศุลกากร อัตราภาษี และเงื่อนไขการยกเว้นอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามแต่ละประเทศและประเภทสินค้า
2. ประเภทของสินค้า
แม้มูลค่าสินค้าจะต่ำกว่าเกณฑ์ แต่สินค้าบางประเภทก็ยังต้องเสีย ภาษีนำเข้า อยู่ดี เช่น แอลกอฮอล์ บุหรี่ น้ำหอม และสินค้าฟุ่มเฟือยบางชนิด ดังนั้นเมื่อ ส่งของไปต่างประเทศ ต้องตรวจสอบประเภทสินค้าให้ชัดเจนด้วย
3. วัตถุประสงค์ของการส่ง
หากส่งของไปต่างประเทศในลักษณะของขวัญส่วนบุคคล (Gift) ในบางประเทศอาจได้รับสิทธิยกเว้นอากรหรือเกณฑ์ยกเว้นที่แตกต่างจากการนำเข้าเพื่อการค้า ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับกฎหมายของประเทศปลายทาง และต้องสำแดงข้อมูลในเอกสารศุลกากรให้ถูกต้อง
4. กฎหมายของประเทศปลายทาง
สินค้าบางประเภท เช่น อาหาร เครื่องสำอาง ยา และเครื่องใช้ไฟฟ้า อาจอยู่ภายใต้กฎหมายหรือข้อกำหนดเฉพาะของประเทศปลายทาง แม้สินค้าจะมีมูลค่าไม่สูง ก็อาจต้องใช้ใบอนุญาต ใบรับรอง หรือเอกสารเพิ่มเติมก่อนนำเข้า หากเอกสารไม่ครบ พัสดุอาจถูกกักไว้เพื่อตรวจสอบได้
ใครเป็นคนจ่าย ภาษีนำเข้า เมื่อ ส่งของไปต่างประเทศ?
นี่คือคำถามที่สำคัญมากในการ ส่งของไปต่างประเทศ โดยทั่วไปมีผู้จ่าย ภาษีนำเข้า ได้ 2 ฝ่าย คือ
ฝ่ายที่ 1 ผู้รับสินค้า (Receiver/Consignee)
โดยค่าเริ่มต้น เมื่อมีการส่งของไปต่างประเทศ ผู้รับสินค้าที่ประเทศปลายทางจะเป็นผู้รับผิดชอบจ่าย ภาษีนำเข้า ทั้งหมด เพราะสินค้าถูกนำเข้ามาในประเทศของผู้รับ ดังนั้นหากคุณ ส่งของไปต่างประเทศ ให้ใครสักคน ควรแจ้งให้ผู้รับทราบล่วงหน้าว่าอาจมีค่า ภาษีนำเข้า ที่ต้องจ่ายเพิ่ม
ฝ่ายที่ 2 ผู้ส่งสินค้า (Sender) ผู้ส่งสามารถเลือกจ่ายภาษีนำเข้า แทนผู้รับได้ โดยใช้บริการที่เรียกว่า DDP (Delivered Duty Paid) ซึ่งหมายความว่าค่า ภาษีนำเข้า ทั้งหมดจะถูกรวมไว้ในค่าขนส่งตั้งแต่ต้น ผู้รับไม่ต้องจ่ายเพิ่มเมื่อรับของ บริการนี้นิยมใช้มากในการ ส่งของไปต่างประเทศ เพื่อการค้าออนไลน์ที่ต้องการให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดี
📌 กรณีพิเศษที่อาจได้รับการยกเว้นอากรหรือภาษีนำเข้า
1. ของใช้ส่วนตัวของผู้เดินทางหรือผู้ย้ายถิ่นฐาน
ในบางประเทศ ผู้ที่เดินทางไปทำงาน ศึกษาต่อ หรือย้ายถิ่นฐานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย อาจได้รับสิทธิยกเว้นหรือลดหย่อนอากรและภาษีนำเข้าสำหรับของใช้ส่วนตัวหรือสัมภาระที่จัดส่งตามภายหลัง (Unaccompanied Personal Effects) โดยต้องเป็นไปตามเงื่อนไขของประเทศปลายทาง เช่น การมีวีซ่าหรือใบอนุญาตทำงาน การยื่นเอกสารก่อนสินค้าถึงประเทศปลายทาง และการนำเข้าเพื่อใช้ส่วนตัว ไม่ใช่เพื่อการค้า ทั้งนี้ สิทธิ เงื่อนไข และเอกสารที่ต้องใช้แตกต่างกันในแต่ละประเทศ จึงควรตรวจสอบกับหน่วยงานศุลกากรของประเทศปลายทางก่อนจัดส่งสินค้า
2. การนำเข้าชั่วคราว (Temporary Import)
สินค้าบางประเภทที่นำเข้าเพื่อจัดแสดงในงานแสดงสินค้า การทดสอบ การซ่อมแซม หรือการใช้งานชั่วคราว อาจได้รับสิทธิยกเว้นหรือระงับการชำระอากรนำเข้าตามเงื่อนไขของประเทศปลายทาง โดยทั่วไปต้องมีเอกสารประกอบและมีการส่งสินค้าออกจากประเทศภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด
หมายเหตุ: เงื่อนไขการใช้สิทธิและเอกสารที่ต้องใช้แตกต่างกันในแต่ละประเทศ ควรตรวจสอบกับหน่วยงานศุลกากรหรือผู้ให้บริการขนส่งก่อนจัดส่งสินค้า

วิธีคำนวณภาษีนำเข้า เมื่อส่งของไปต่างประเทศ
โดยทั่วไปศุลกากรจะคำนวณจากมูลค่าศุลกากร (Customs Value) ซึ่งอาจรวมราคาสินค้า ค่าขนส่ง และค่าประกัน ตามหลักเกณฑ์ของประเทศปลายทาง ก่อนนำไปคำนวณอัตราอากรและภาษีที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ วิธีคำนวณอาจแตกต่างกันในแต่ละประเทศ โดยบางประเทศใช้อัตราอากรตามพิกัดศุลกากร (HS Code) และอาจมีภาษีอื่นที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม
ตัวอย่างเช่น หากต้องการส่งของไปต่างประเทศ มูลค่า 10,000 บาท ไปยังประเทศที่มีอัตรา ภาษีนำเข้า 20% ผู้รับจะต้องจ่าย ภาษีนำเข้า เท่ากับ 2,000 บาท ตัวอย่างนี้เป็นเพียงการอธิบายหลักการเบื้องต้น การคำนวณจริงอาจแตกต่างกันตามกฎหมาย อัตราภาษี และวิธีประเมินมูลค่าของประเทศปลายทาง
นอกจาก ภาษีนำเข้า แล้ว บางประเทศยังเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มหรือ VATหรือ GST เพิ่มเติมด้วย ซึ่งคำนวณจากมูลค่าสินค้ารวมกับภาษีนำเข้าอีกครั้งหนึ่ง ดังนั้นเมื่อ ส่งของไปต่างประเทศ ควรคำนึงถึงภาษีทั้งสองส่วนนี้ด้วย
ขั้นตอนการแจ้งมูลค่าสินค้าเพื่อเสีย ภาษีนำเข้า อย่างถูกต้อง
การแจ้งมูลค่าสินค้าเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุด ในการส่งของไปต่างประเทศ เพื่อให้ภาษีนำเข้า ถูกต้องและไม่มีปัญหา
ขั้นที่ 1 ระบุมูลค่าสินค้าตามความจริง
เมื่อส่งของไปต่างประเทศ ต้องระบุมูลค่าสินค้าในใบศุลกากรตามราคาจริงที่ซื้อมา ห้ามแจ้งต่ำกว่าความเป็นจริงเพื่อหลีกเลี่ยง ภาษีนำเข้า อาจถูกประเมินภาษีใหม่ เรียกเก็บค่าปรับ หรือดำเนินการตามกฎหมายของประเทศปลายทาง
ขั้นที่ 2 ระบุประเภทสินค้าให้ชัดเจน
การส่งของไปต่างประเทศ หากทราบ HS Code ควรระบุให้ถูกต้อง หรือสอบถามผู้ให้บริการขนส่งเพื่อช่วยตรวจสอบรหัสสินค้าที่เหมาะสม หากไม่ทราบ HS Code ไม่ควรคาดเดาเอง
ขั้นที่ 3 เลือกเงื่อนไขการจ่าย ภาษีนำเข้า
ก่อนส่งของไปต่างประเทศ ควรตกลงกับผู้รับให้ชัดเจนว่าใครจะเป็นคนจ่าย ภาษีนำเข้า และแจ้งให้ผู้ให้บริการขนส่งทราบเพื่อเลือกเงื่อนไขที่เหมาะสม เช่น DAP (Delivered at Place) ซึ่งโดยทั่วไปผู้รับเป็นผู้รับผิดชอบชำระอากรและภาษีนำเข้าตามที่ประเทศปลายทางกำหนด หรือ DDP (Delivered Duty Paid) ซึ่งผู้ส่งเป็นผู้รับผิดชอบค่าอากรและภาษีนำเข้าตามที่ตกลงไว้
หมายเหตุ: คำว่า DDU (Delivered Duty Unpaid) ถูกยกเลิกตั้งแต่ Incoterms® 2010 และไม่ได้อยู่ใน Incoterms® 2020 โดยปัจจุบันใช้คำว่า DAP (Delivered at Place) แทน อย่างไรก็ตาม ในการสื่อสารทางธุรกิจและบริการขนส่ง ผู้ประกอบการและลูกค้าบางรายยังคงใช้คำว่า “DDU” เพื่อสื่อถึงกรณีที่ผู้รับเป็นผู้ชำระอากรและภาษีนำเข้าที่ประเทศปลายทาง
ขั้นที่ 4 เก็บเอกสารการซื้อขายไว้
เมื่อส่งของไปต่างประเทศทุกครั้ง ควรเก็บใบเสร็จหรือเอกสารแสดงมูลค่าสินค้าไว้เป็นหลักฐาน เผื่อเจ้าหน้าที่ศุลกากรต้องการตรวจสอบและยืนยันมูลค่าเพื่อคำนวณ ภาษีนำเข้า
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อ ส่งของไปต่างประเทศ เกี่ยวกับ ภาษีนำเข้า
ความเข้าใจผิดที่ 1 แจ้งมูลค่าต่ำเพื่อหลีกเลี่ยง ภาษีนำเข้า
หลายคนคิดว่าการระบุมูลค่าสินค้าต่ำกว่าความจริงเมื่อ ส่งของไปต่างประเทศจะช่วยประหยัดภาษีนำเข้าได้ แต่ความจริงคือหากศุลกากรตรวจพบ อาจมีการเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติม และปรับตามกฎหมายของประเทศปลายทาง หรือดำเนินการกักและตรวจสอบพัสดุ ซึ่งอาจทำให้การจัดส่งล่าช้า
ความเข้าใจผิดที่ 2 คิดว่าของขวัญไม่ต้องเสีย ภาษีนำเข้าเลย
แม้ของขวัญจะได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าในบางประเทศ แต่ไม่ใช่ทุกกรณี การส่งของไปต่างประเทศ ในฐานะของขวัญยังคงต้องระบุมูลค่าจริง และหากมูลค่าเกินเกณฑ์ก็ยังต้องเสียภาษีนำเข้าอยู่ดี
ความเข้าใจผิดที่ 3 ไม่แจ้งผู้รับเรื่อง ภาษีนำเข้า
ปัญหาที่พบบ่อยมากในการส่งของไปต่างประเทศ คือผู้รับไม่ทราบว่ามีภาษีนำเข้าที่ต้องจ่าย ทำให้ผู้รับปฏิเสธการรับสินค้า และพัสดุถูกส่งคืนโดยเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
เคล็ดลับประหยัด ภาษีนำเข้า เมื่อส่งของไปต่างประเทศ อย่างถูกกฎหมาย
- หากเป็นการจัดส่งคนละคำสั่งซื้อหรือคนละผู้รับ การแบ่งจัดส่งอาจทำให้มูลค่าแต่ละพัสดุอยู่ภายใต้เกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ทั้งนี้ไม่ควรแบ่งพัสดุโดยมีเจตนาหลีกเลี่ยงอากรหรือภาษีนำเข้า เพราะอาจขัดต่อกฎหมายของประเทศปลายทาง
- เลือกช่องทางส่งของไปต่างประเทศที่มีบริการ Pre-clearance บางผู้ให้บริการช่วยดำเนินการด้านศุลกากรล่วงหน้า ทำให้ทราบค่า ภาษีนำเข้า ที่แน่นอนก่อนส่งสินค้า ทั้งนี้บริการดังกล่าวขึ้นอยู่กับประเทศปลายทางและผู้ให้บริการขนส่ง
- ศึกษาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างไทยกับประเทศปลายทาง เพราะบางประเทศที่ไทยมีข้อตกลง FTA อาจได้รับสิทธิยกเว้นหรือลดอัตราอากรนำเข้าสำหรับสินค้าบางประเภท ทั้งนี้ ต้องมีหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin) ตามเงื่อนไขของความตกลง จึงจะสามารถใช้สิทธิพิเศษดังกล่าวได้
- ใช้บริการโบรกเกอร์ศุลกากร หากต้องการส่งของไปต่างประเทศ บ่อยและมีมูลค่าสูง การจ้างโบรกเกอร์ช่วยจัดการเรื่อง ภาษีนำเข้า จะประหยัดเวลาและลดความเสี่ยงได้มาก
ก่อนส่งของไปต่างประเทศ อย่าลืมตรวจสอบ
💡 เพื่อช่วยลดความเสี่ยงเรื่องภาษีนำเข้าและปัญหาที่ด่านศุลกากร ควรตรวจสอบข้อมูลต่อไปนี้ก่อนจัดส่งทุกครั้ง
✅ แจ้งมูลค่าสินค้าตามความเป็นจริง
✅ แจ้งผู้รับล่วงหน้าว่าอาจมีอากรหรือภาษีนำเข้า
✅ ตรวจสอบกฎหมายและข้อกำหนดของประเทศปลายทาง
✅ เตรียม Invoice และเอกสารที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q1. ส่งของไปต่างประเทศทุกครั้งต้องเสียภาษีนำเข้าหรือไม่?
ไม่เสมอไป ขึ้นอยู่กับกฎหมายของประเทศปลายทาง มูลค่าสินค้า ประเภทสินค้า และเงื่อนไขการนำเข้า
Q2. ผู้รับหรือผู้ส่งเป็นคนจ่ายภาษีนำเข้า?
โดยทั่วไปผู้รับเป็นผู้ชำระ แต่หากเลือกบริการแบบ DDP ผู้ส่งสามารถชำระแทนได้ตามเงื่อนไขที่ตกลงกัน
Q3. ของขวัญต้องเสียภาษีนำเข้าหรือไม่?
ขึ้นอยู่กับกฎหมายของประเทศปลายทาง แม้จะระบุว่าเป็นของขวัญ ก็อาจยังต้องเสียอากรหรือภาษีหากมูลค่าเกินเกณฑ์หรือเป็นสินค้าควบคุม
Q4. หากแจ้งมูลค่าสินค้าต่ำกว่าความเป็นจริงจะเกิดอะไรขึ้น?
ศุลกากรอาจเรียกตรวจสอบเอกสาร ประเมินมูลค่าใหม่ เรียกเก็บภาษีเพิ่มเติม หรือดำเนินการตามกฎหมายของประเทศปลายทาง
Q5. City-Link Express ช่วยตรวจสอบเรื่องภาษีนำเข้าได้หรือไม่?
ทีมงานสามารถให้คำแนะนำเกี่ยวกับขั้นตอนการจัดส่ง การเตรียมเอกสาร และข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับพิธีการศุลกากร อย่างไรก็ตาม การประเมินอากร ภาษีนำเข้า และการอนุมัติการนำเข้าเป็นอำนาจของศุลกากรประเทศปลายทาง
สรุป
การส่งของไปต่างประเทศไม่ได้หมายความว่าจะต้องเสียภาษีนำเข้าทุกครั้ง แต่ขึ้นอยู่กับกฎหมายของประเทศปลายทาง มูลค่าสินค้า ประเภทสินค้า และเงื่อนไขการนำเข้า การเตรียมข้อมูลให้ถูกต้องและแจ้งผู้รับล่วงหน้าจะช่วยลดปัญหาพัสดุล่าช้าหรือค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิดได้
หากคุณไม่แน่ใจว่าสินค้าของคุณต้องเสียภาษีนำเข้าหรือไม่ หรือต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้าง ทีมงาน City-Link Express พร้อมให้คำแนะนำเกี่ยวกับขั้นตอนการจัดส่งและเอกสารที่จำเป็น เพื่อให้การส่งพัสดุไปต่างประเทศเป็นไปอย่างราบรื่นมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการส่งของขวัญ เอกสาร หรือสินค้าสำหรับธุรกิจ การศึกษาข้อกำหนดของประเทศปลายทางล่วงหน้าจะช่วยให้การส่งของไปต่างประเทศเป็นไปอย่างราบรื่น และลดความเสี่ยงจากปัญหาด้านศุลกากรได้อย่างมาก
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
1.International Chamber of Commerce (ICC). Incoterms® 2020 Rules.
2.World Customs Organization (WCO) – Harmonized System (HS)
3.กรมศุลกากร (Thai Customs Department) – แนวปฏิบัติด้านพิธีการศุลกากร
หน่วยงานศุลกากรของประเทศปลายทาง (ข้อมูล De Minimis, VAT/GST อัตราอากรนำเข้า และข้อกำหนดการนำเข้า อาจแตกต่างกันในแต่ละประเทศ)
City-Link Express ShipEZi
ShipEZi คือระบบจัดการงานขนส่งของ City-Link Express ที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถนัดรับพัสดุ ติดตามสถานะการจัดส่ง และบริหารจัดการงานขนส่งระหว่างประเทศได้สะดวกผ่านระบบออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นผู้ใช้งานทั่วไป ธุรกิจ SME หรือองค์กรที่มีการจัดส่งเป็นประจำ ก็สามารถติดตามสถานะพัสดุและจัดการงานขนส่งได้ง่ายยิ่งขึ้นในที่เดียว ผ่านปลายนิ้วคุณ
City-Link Express บริการส่งพัสดุด่วนไปต่างประเทศ ส่งเอกสารไปต่างประเทศ
เรามีบริการส่งพัสดุด่วนไปต่างประเทศ ส่งเอกสารไปต่างประเทศ ราคาประหยัด ไม่ว่าคุณต้องการส่งพัสดุหรือเอกสารไปยังประเทศปลายทางใด City-Link Express พร้อมให้บริการผ่านเครือข่ายขนส่งระหว่างประเทศ โดยระยะเวลาการจัดส่งขึ้นอยู่กับประเทศปลายทาง ประเภทสินค้า และขั้นตอนการตรวจปล่อยของหน่วยงานศุลกากรในแต่ละประเทศ
เรามีบริการเดินพิธีการศุลกากร
City-Link Express มีบริการให้คำปรึกษาและช่วยเตรียมเอกสารสำหรับการนำเข้าและส่งออก รวมถึงบริการดำเนินพิธีการศุลกากรขาเข้าประเทศไทย เพื่อช่วยให้ขั้นตอนการนำเข้าสินค้าเป็นไปอย่างถูกต้อง รวดเร็ว และสอดคล้องกับข้อกำหนดของกรมศุลกากร
ทำไมลูกค้าจึงเลือกใช้บริการ City-Link Express
✅ บริการรับ-ส่งพัสดุแบบ Door-to-Door ครอบคลุมหลายประเทศทั่วโลก
✅ ทีมงานผู้เชี่ยวชาญช่วยตรวจสอบประเภทสินค้าและเอกสารก่อนจัดส่ง เพื่อลดความเสี่ยงในการถูก กักสินค้า ถูกส่งคืน หรือเกิดปัญหาที่ประเทศปลายทาง
✅ มีบริการรีแพ็กสินค้า (Repacking Service) เพื่อให้เหมาะสมกับการขนส่งระหว่างประเทศ
✅ ติดตามสถานะพัสดุได้ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านระบบ Real-time Tracking
✅ มีกล่องพัสดุให้บริการโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม (ตามเงื่อนไขของบริษัท)
✅ ให้คำแนะนำเกี่ยวกับข้อกำหนดของแต่ละประเทศ เพื่อช่วยให้การจัดส่งเป็นไปอย่างถูกต้องตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง
ตรวจสอบพื้นที่เข้ารับพัสดุ คลิก https://bit.ly/3mUNbrU
เช็คราคาค่าขนส่งง่ายๆได้ที่ https://www.citylink.express
สอบถามเพิ่มเติม
Inbox: https://bit.ly/3u3pHlt
Tel. 02-666-8288, 02-666-8289
Line: @citylinkthailand หรือ http://bit.ly/2YVTwar
*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด
บริษัทผ่านการรับรองมาตรฐาน ISO 9001

