แนะนำวิธีส่งออกไปออสเตรเลีย ไม่ยากอย่างที่คิด

แนะนำวิธีส่งออกไปออสเตรเลีย ไม่ยากอย่างที่คิด

            ประเทศออสเตรเลียเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีประสิทธิภาพและโอกาสทางการค้าสำหรับสินค้าไทย โดยเฉพาะสินค้าเกษตร และพืช ผักผลไม้ ทั้งแบบสดและแบบแปรรูป เพราะประเทศออสเตรเลียแม้ว่าจะมีพื้นที่ขนาดใหญ่เทียบเท่าทวีปแต่พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นทะเลทราย ประกอบกับจำนวนประชากรที่น้อยกว่าพื้นที่ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรและสินค้าต่างๆไม่พอเพียงกับการอุปโภคและบริโภคภายในประเทศ จึงเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญในการส่งออกของ SME ไทยที่สามารถเปิดตลาดสู่ภูมิภาคออสเตรเลียได้อย่างไม่ยาก ซึ่งบทความนี้จะขอแนะนำวิธีส่งออกไปออสเตรเลีย ฉบับรวบรัดที่จะทำให้ผู้ประกอบการไทยเข้าใจถึงกระบวนการส่งออกไปออสเตรเลียได้อย่างทันที

สินค้าต้องห้ามนำเข้าประเทศออสเตรเลีย

            ประเทศออสเตรเลียนั้นถือว่าเป็นอีกหนึ่งประเทศที่เข้มงวด และจำกัดการนำเข้าสินค้าบางประเภทมาก เพื่อป้องกันโรคระบาดและอันตรายในขณะขนส่ง ซึ่งสิ่งของห้ามนำเข้าและสิ่งของที่ต้องสำแดงกับเจ้าหน้าที่มีดังนี้

  1. อาหารสด พืชและเนื้อสัตรว์ โดยอาหารทุกประเภททั้งแบบสดและแบบแปรรูปทางรัฐบาลห้ามนำเข้าโดยการส่งพัสดุโดยเด็ดขาด ซึ่งมีความเข้มงวดมาก โดยการส่งออกประเภท SME ไทยนั้นต้องทำเรื่องสำแดงสินค้าและขอใบอนุญาตนำเข้าให้ถูกกฏหมายจึงจะขนส่งสินค้าได้
  2. ยาเสพติด แน่นอนว่า ยาเสพติดเป็นสิ่งค้าต้องห้ามนำเข้าอย่างเด็ดขาด ทั้งนี้รวมถึงยาบางประเภทเช่น สเตอรอยด์ ยาฮอร์โมน และยาปฏิชีวนะบางตัว ห้ามส่งเป็นสินค้าพัสดุทางไปรษณีย์เพราะเป็นสินค้าต้องสำแดงต่อเจ้าหน้าที่ให้พิจารณาทุกครั้ง
  3. สินค้าที่อาจก่อให้เกิดอันตราย เช่น ปืน หนังสติ๊ก ธนู กระสุน ไฟฉายเลเซอร์ สนับมือ ท่อเป่าลูกดอก ห้ามนำเข้าโดยเด็ดขาดและไม่สามารถทำเรื่องขออนุญาตได้
  4. ดิน โคลน ทราย ต้นไม้หรือพืชที่มีเศษดินหรือทรายติดมาด้วย ห้ามนำเข้าและขนส่งโดยไปรษณีย์เพราะอาจเป็นการพาเชื้อโรคเข้ามาในออสเตรเลียได้ทั้งสิ้น
  5. สินค้าปลอมแปลและละเมิดลิขสิทธิ์ ห้ามนำเข้าประเทศออสเตรเลีย ซึ่งมีความผิดร้ายแรง สามารถถูกจับลงโทษได้ทั้งทางแพ่งและทางอาญา

อัตราภาษีประเทศออสเตรเลียที่ควรรู้

      สำหรับการส่งของหรือสินค้าเพื่อมอบแก่บุคคลธรรมดา เช่น ส่งให้เพื่อน ส่งให้ญาติ  และของมีมูลค่าต่ำกว่า 1,000 ออสเตรีเลียดอลล่าร์ หรือประมาณ 25,000 บาท ท่านไม่ต้องเสียภาษีแม้แต่บาทเดียว ซึ่งถือว่าเป็นมูลค่าของที่ได้รับการยกเว้นที่สูงมากหากเทียบกับประเทศอื่นๆ นอกจากนี้สำหรับการส่งสินค้าไปขายยังประเทศออสเตรเลียก็พบว่ามีมาตรฐานภาษีที่เสียต่ำกว่าประเทศอื่นๆอย่างมาก โดยเสียภาษีที่ 0%-10 % หรือเฉลี่ยอยู่ที่ 4.6% เท่านั้น ซึ่งสินค้าบางประเภทจำพวกเครื่องคอมพิวเตอร์แบบหิ้วได้ และผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับอิเล็คทรอนิกส์อื่นๆได้รับการยกเว้นภาษีอีกด้วย

      ดังนั้น หากพูดถึงในแง่ภาษีที่ต้องจ่ายสำหรับการทำธุรกิจการค้ากับประเทศออสเตรเลียแล้วถือว่าได้เปรียบทางภาษีเป็นอย่างมาก ซึ่งเป็นส่วนช่วยลดต้นทุนของผู้ประกอบการทำให้สร้างกำไรมากขึ้นได้อย่างดีทีเดียว

วิธีการส่งออกสินค้าไปประเทศออสเตรเลีย

สำหรับการส่งออกสินค้าจากประเทศไทยไปยังประเทศออสเตรเลีย มี 2 ทางเลือกด้วยกัน คือ การขนส่งทางอากาศและการขนส่งทางเรือ โดยมีความแตกต่างกันและข้อดีข้อเสีย ดังนี้

  1. การขนส่งทางอากาศไปประเทศออสเตรเลีย

สำหรับการขนส่งทางอากาศไปประเทศออสเตรเลียนั้น เหมาะสำหรับสินค้าประเภทเอกสาร หรือของฝาก ของชำร่วย ที่ไม่ส่งเพื่อจุดประสงค์ทางพาณิชย์ ซึ่งท่านสามารถเลือกส่งได้หลายช่องทาง เช่น

  1. การขนส่งทางเรือไปยังประเทศออสเตรเลีย

และนอกจากการขนส่งทางอากาศแล้ว การขนส่งทางเรือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ยอดนิยมเป็นอย่างมาก ด้วยระยะทางที่ไกลข้ามทวีป การขนส่งทางเรือจึงมีค่าใช้จ่ายที่ประหยัดที่สุด เหมาะสำหรับขนส่งสินค้าล็อตใหญ่ๆ ที่มีน้ำหนัก หรือแม้แต่การขนส่งของใช้หรือเสื้อผ้าเพื่อไปเรียนหรือทำงานที่ประเทศออสเตรเลีย หลายท่านก็เลือกใช้ช่องทางการขนส่งนี้ โดย City-link express  ก็ให้บริการขนส่งทางเรือไปยังประเทศออสเตรเลียเช่นกัน พร้อมทำหน้าที่ดำเนินการขนส่งพร้อมจัดเตรียมเอกสารต่างๆอย่างครบวงจร นอกจากนี้ยังมีบริการขนส่งแบบควบคุมอุณหภูมิสำหรับสินค้าที่ต้องการควบคุมคุณภาพขั้นสูง พร้อมสามารถมอนิเตอร์สถานะการส่งสินค้าได้แบบ Realtime รวมทั้งสามารถเลือกรูปแบบการจัดส่งสินค้าถึงมือผู้รับได้หลากหลาย เช่น การขนส่งถึงมือผู้รับปลายทางแบบ Door to Door, Door to Port  ,Port To Port, การขนส่งเต็มตู้คอนเทรนเนอร์ หรือ Half container เป็นต้น

และทั้งหมดนี้ คือการรีวิววิธีส่งของไปประเทศออสเตรเลียฉบับรวบรัด ซึ่งเรียกว่าไม่ยากเลย หากเลือกใช้บริการกับบริษัทโลจิสติกมาตรฐานระดับสากลอย่าง City-link express   ที่ให้บริการขนส่งสินค้าไปต่างประเทศด้วยทีมงานมืออาชีพประสบการณ์มากกว่า 40 ปี ที่พร้อมตอบสนองความต้องการของบุคคลธรรมดา หรือ กลุ่มธุรกิจ SMEs และ E-commerce ได้อย่างรวดเร็วทันใจ