ส่งของไปยุโรป (EU และ Europe) แบบประหยัดเวลา พร้อมเทคนิคเตรียมพัสดุและเอกสาร
ในยุคที่การค้าออนไลน์ข้ามพรมแดนเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง การส่งพัสดุจากไทยไปยุโรปกลายเป็นเรื่องที่พบได้บ่อยขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการส่งสินค้าให้ลูกค้า ส่งของให้ครอบครัว หรือส่งเอกสารและสิ่งของส่วนตัวให้ผู้รับในต่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาการจัดส่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับระยะทางเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับการเตรียมเอกสาร รายละเอียดสินค้า ขั้นตอนศุลกากร และบริการขนส่งที่เลือกใช้ หากข้อมูลไม่ครบถ้วนหรือไม่ถูกต้อง อาจทำให้ต้องมีการขอข้อมูลเพิ่มเติมและส่งผลต่อระยะเวลาการจัดส่งได้
บทความนี้ City-Link Express จะพาไปดูวิธีเตรียมพัสดุและเอกสารสำหรับการส่งของไปยุโรป เพื่อช่วยลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็นและทำให้การจัดส่งเป็นไปอย่างราบรื่นมากขึ้น
ทำความเข้าใจระบบ EU (Europe) ก่อน ส่งของไปยุโรป
ก่อนส่งพัสดุไปยุโรป สิ่งสำคัญคือต้องแยกให้ออกระหว่างคำว่า EU (European Union) และ Europe
Europe หมายถึงทวีปยุโรป ซึ่งประกอบด้วยหลายประเทศ ขณะที่ EU หรือสหภาพยุโรป เป็นกลุ่มประเทศสมาชิกที่อยู่ภายใต้กรอบกฎหมายและระบบศุลกากรร่วมกันในหลายด้าน ดังนั้น ประเทศในยุโรปไม่ได้หมายความว่าจะเป็นสมาชิก EU ทุกประเทศ
ประเทศสมาชิก EU ที่ใช้ระบบศุลกากรร่วมกัน
ประเทศสมาชิก EU เช่น เยอรมนี ฝรั่งเศส อิตาลี เนเธอร์แลนด์ เบลเยียม และออสเตรีย อยู่ภายใต้ EU Customs Union
เมื่อสินค้าจากนอก EU ผ่านกระบวนการนำเข้าและได้รับการปล่อยเข้าสู่ตลาดของ EU แล้ว สินค้าดังกล่าวสามารถเคลื่อนย้ายภายในเขตศุลกากรของ EU ได้ตามเงื่อนไขที่กำหนด
ดังนั้น สำหรับผู้ที่ต้องการส่งของจากไทยไปประเทศสมาชิก EU สิ่งสำคัญคือการเตรียมข้อมูลสินค้าและเอกสารสำหรับขั้นตอนนำเข้าให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น
ประเทศในยุโรปที่อยู่นอก EU
ประเทศในยุโรปที่ไม่ได้เป็นสมาชิก EU เช่น สหราชอาณาจักร นอร์เวย์ และสวิตเซอร์แลนด์ มีข้อกำหนดด้านศุลกากรและการนำเข้าของตนเอง
การส่งพัสดุไปยังประเทศเหล่านี้จึงต้องตรวจสอบกฎระเบียบของประเทศปลายทางแยกต่างหาก และไม่ควรนำข้อกำหนดของ EU ไปใช้แทนข้อกำหนดของประเทศปลายทางโดยตรง
การเข้าใจความแตกต่างระหว่าง EU และ Europe ตั้งแต่ต้น จะช่วยให้ผู้ส่งเตรียมข้อมูลและเอกสารได้เหมาะสมกับประเทศปลายทางมากขึ้น
เหตุผลที่การส่งของไปยุโรปอาจล่าช้า
ก่อนจะหาวิธีประหยัดเวลา สิ่งสำคัญคือต้องรู้ว่าปัจจัยใดบ้างที่อาจทำให้พัสดุล่าช้า เพื่อจะได้เตรียมตัวและลดปัญหาที่สามารถป้องกันได้
1. ข้อมูลหรือเอกสารไม่ครบถ้วน
หากข้อมูลเกี่ยวกับผู้ส่ง ผู้รับ หรือรายละเอียดสินค้าไม่ครบถ้วน อาจทำให้ผู้ให้บริการหรือหน่วยงานศุลกากรต้องขอข้อมูลเพิ่มเติมก่อนดำเนินการต่อ
2. ระบุรายละเอียดสินค้าไม่ชัดเจน
การระบุสินค้าแบบกว้าง ๆ เช่น “Gift” หรือ “Merchandise” อาจไม่เพียงพอต่อการพิจารณาของศุลกากร ควรระบุให้ชัดเจนว่าสินค้าคืออะไร ทำจากวัสดุอะไร และมีจำนวนเท่าใด รวมถึงข้อมูล HS Code หากจำเป็น
ตัวอย่างเช่น
❌ไม่ควร:Gift
✅ควร: Cotton T-shirt – 100% cotton – 2 pieces
รายละเอียดที่ชัดเจนช่วยให้ผู้ให้บริการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าใจว่าสินค้าคืออะไร และช่วยลดความจำเป็นในการขอข้อมูลเพิ่มเติม
3. ระบุมูลค่าสินค้าไม่ตรงกับข้อเท็จจริง
ผู้ส่งควรระบุมูลค่าสินค้าตามข้อเท็จจริงและสอดคล้องกับเอกสารที่เกี่ยวข้อง หากข้อมูลมูลค่าไม่สอดคล้องกัน อาจทำให้ต้องมีการตรวจสอบหรือขอหลักฐานเพิ่มเติม และอาจส่งผลต่อการประเมินอากรและภาษี
4. เลือกบริการขนส่งไม่เหมาะกับความต้องการ
บริการขนส่งแต่ละประเภทมีเงื่อนไข ระยะเวลา และขั้นตอนการดำเนินงานแตกต่างกัน ผู้ส่งจึงควรเลือกบริการให้เหมาะกับประเภทสินค้า น้ำหนัก ความเร่งด่วน และประเทศปลายทาง
5. ช่วงที่มีปริมาณพัสดุสูง
ช่วงเทศกาลหรือช่วงที่มีปริมาณพัสดุระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น อาจส่งผลต่อเที่ยวบิน การคัดแยก และการจัดส่งปลายทาง ผู้ส่งจึงควรวางแผนล่วงหน้าและตรวจสอบเวลา Cut-off ของผู้ให้บริการก่อนส่ง
วิธีประหยัดเวลาในการ ส่งของไปยุโรป EU (Europe)
วิธีที่ 1 เตรียมข้อมูลและเอกสารล่วงหน้า
หนึ่งในวิธีที่ช่วยลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็นคือการเตรียมข้อมูลให้พร้อมก่อนนำพัสดุเข้าสู่กระบวนการจัดส่ง
| ข้อมูลที่ควรเตรียม | รายละเอียด |
| รายละเอียดสินค้า | ระบุชื่อสินค้า ลักษณะสินค้า วัสดุ จำนวน และรายละเอียดอื่น ๆ ให้ชัดเจน หลีกเลี่ยงคำอธิบายที่กว้างจนไม่สามารถระบุได้ว่าสินค้าคืออะไร |
| มูลค่าสินค้าและสกุลเงิน | ระบุมูลค่าตามข้อเท็จจริง พร้อมระบุสกุลเงินให้ชัดเจน และควรสอดคล้องกับเอกสารทางการค้าที่เกี่ยวข้อง |
| HS Code | สำหรับสินค้าที่ต้องระบุ HS Code ควรใช้รหัสที่ตรงกับประเภทสินค้ามากที่สุด เนื่องจากข้อมูลดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการจำแนกสินค้าและการพิจารณาอากรและภาษี |
| Commercial Invoice | หากเป็นการส่งสินค้าเพื่อการค้า ควรจัดเตรียม Commercial Invoice ที่มีรายละเอียดผู้ส่ง ผู้รับ รายการสินค้า จำนวน มูลค่า สกุลเงิน และข้อมูลอื่น ๆ ที่จำเป็นสำหรับการนำเข้า |
| EORI Number | EORI (Economic Operators Registration and Identification) เป็นหมายเลขระบุตัวตนที่ใช้สำหรับการดำเนินการทางศุลกากรใน EU ผู้ประกอบการที่อยู่นอก EU ควรตรวจสอบว่าตนเองจำเป็นต้องมี EORI หรือไม่ตามประเภทและลักษณะของกิจกรรมทางศุลกากรที่ดำเนินการ |
วิธีที่ 2 เลือกผู้ให้บริการที่เหมาะสม
การเลือกบริการขนส่งให้เหมาะกับประเภทพัสดุและความต้องการของผู้ส่งเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยให้การจัดส่งมีประสิทธิภาพมากขึ้น
City-Link Express ให้บริการขนส่งพัสดุและเอกสารระหว่างประเทศ โดยมีบริการสำหรับการจัดส่งไปยังหลากหลายประเทศและเส้นทาง ระยะเวลาการจัดส่งขึ้นอยู่กับประเทศปลายทาง ประเภทสินค้า เที่ยวบิน และขั้นตอนการตรวจปล่อยของหน่วยงานศุลกากรในแต่ละประเทศ ดังนั้นควรตรวจสอบระยะเวลาประมาณการกับผู้ให้บริการก่อนจัดส่ง
ก่อนเลือกบริการ ควรพิจารณา
- ประเทศปลายทาง
- ประเภทสินค้า
- น้ำหนักและขนาดพัสดุ
- ความเร่งด่วน
- เงื่อนไขด้านศุลกากร
- รูปแบบการชำระภาษีและค่าใช้จ่ายปลายทาง
ระยะเวลาการจัดส่งขึ้นอยู่กับประเทศปลายทาง ประเภทสินค้า เที่ยวบิน และขั้นตอนการตรวจปล่อยของหน่วยงานศุลกากรในแต่ละประเทศ ดังนั้นควรตรวจสอบระยะเวลาประมาณการกับผู้ให้บริการก่อนจัดส่ง
วิธีที่ 3 เตรียมข้อมูลศุลกากรล่วงหน้า
การเตรียมและส่งข้อมูลศุลกากรล่วงหน้าตามกระบวนการของผู้ให้บริการ ช่วยให้ข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการนำเข้าได้รับการเตรียมพร้อมก่อนพัสดุถึงปลายทาง
อย่างไรก็ตาม การเตรียมข้อมูลล่วงหน้าไม่ได้หมายความว่าพัสดุจะได้รับการปล่อยจากศุลกากรโดยอัตโนมัติ เพราะการตรวจสอบยังขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า เอกสาร มูลค่า และข้อกำหนดของประเทศปลายทาง
หากผู้ให้บริการมีบริการ Pre-clearance สำหรับเส้นทางหรือประเภทการจัดส่งนั้น ผู้ส่งสามารถสอบถามเงื่อนไขและความเหมาะสมก่อนใช้บริการได้
วิธีที่ 4 บรรจุหีบห่อให้ถูกต้องก่อนส่ง
การบรรจุหีบห่ออย่างเหมาะสมช่วยลดความเสียหายระหว่างการขนส่ง และช่วยให้การจัดการพัสดุเป็นไปอย่างราบรื่น นอกจากนี้ หากเป็นการส่งสินค้าเข้าสู่ตลาด EU ผู้ส่งออกควรให้ความสำคัญกับข้อกำหนดด้านบรรจุภัณฑ์ของสหภาพยุโรป หรือ PPWR (Packaging and Packaging Waste Regulation) ซึ่งเป็นกฎระเบียบใหม่ที่เริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม 2026 และมีข้อกำหนดเกี่ยวกับการออกแบบ การใช้บรรจุภัณฑ์และวัสดุที่เกี่ยวข้อง ความสามารถในการรีไซเคิล การใช้ซ้ำ และการจัดการบรรจุภัณฑ์และขยะบรรจุภัณฑ์ใน EU
สิ่งที่ควรตรวจสอบก่อนส่งพัสดุไป EU
- ใช้กล่องและวัสดุบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสมกับสินค้า เลือกขนาดและความแข็งแรงของกล่องให้เหมาะกับน้ำหนักและลักษณะของสินค้า
- ลดพื้นที่ว่างภายในกล่อง และใช้วัสดุกันกระแทกให้เหมาะสม เพื่อป้องกันสินค้าเคลื่อนตัวและลดความเสียหายระหว่างการขนส่ง
- หลีกเลี่ยงการใช้บรรจุภัณฑ์เกินความจำเป็น เพราะ PPWR ให้ความสำคัญกับการลดปริมาณและน้ำหนักของบรรจุภัณฑ์ รวมถึงการออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้เหมาะสมกับการใช้งาน
- คำนึงถึงความสามารถในการรีไซเคิลของบรรจุภัณฑ์ โดยข้อกำหนดของ PPWR ครอบคลุมเรื่องการออกแบบบรรจุภัณฑ์และความสามารถในการรีไซเคิลตามเกณฑ์ที่กำหนด
- ติดชื่อและที่อยู่ของผู้รับให้ชัดเจน เพื่อให้สามารถคัดแยกและจัดส่งพัสดุได้อย่างถูกต้อง
- หากผู้ให้บริการกำหนดให้ติดเอกสารศุลกากรภายนอกกล่อง ควรใส่เอกสารไว้ในซองกันน้ำและติดในตำแหน่งที่ตรวจสอบได้ง่าย
- หากใช้วัสดุบรรจุภัณฑ์ที่ทำจากไม้ ควรตรวจสอบข้อกำหนดด้านสุขอนามัยพืชของประเทศปลายทาง โดยเฉพาะ Wood Packaging Material และมาตรฐาน ISPM 15 ซึ่งเป็นข้อกำหนดคนละส่วนกับ PPWR
สำหรับผู้ส่งออกไทยที่ส่งสินค้าไปจำหน่ายใน EU ควรตรวจสอบด้วยว่า ใครเป็นผู้มีหน้าที่รับผิดชอบตาม PPWR เนื่องจากข้อกำหนดไม่ได้พิจารณาเฉพาะตัวกล่องหรือวัสดุบรรจุภัณฑ์เท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการที่นำบรรจุภัณฑ์หรือสินค้าที่มีบรรจุภัณฑ์เข้าสู่ตลาด EU ด้วย
อ่านเพิ่มเติม: กฎระเบียบบรรจุภัณฑ์ใหม่ของสหภาพยุโรป EU (PPWR) คืออะไร? ผู้ส่งออกไทยต้องเตรียมตัวอย่างไร]
การเตรียมบรรจุภัณฑ์ให้เหมาะสมตั้งแต่ต้นจึงไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงจากความเสียหายระหว่างการขนส่ง แต่ยังช่วยให้ผู้ส่งออกเตรียมตัวรองรับข้อกำหนดด้านบรรจุภัณฑ์ของ EU ได้อย่างเหมาะสม
วิธีที่ 5 จองบริการออนไลน์ผ่าน ShipEZi ก่อนส่ง
การจองบริการขนส่งออนไลน์ช่วยให้ผู้ส่งสามารถเตรียมข้อมูลการจัดส่งล่วงหน้า และลดขั้นตอนที่ต้องดำเนินการซ้ำที่จุดรับพัสดุ โดยเฉพาะผู้ที่ต้องส่งพัสดุระหว่างประเทศเป็นประจำ
สำหรับลูกค้า City-Link Express สามารถใช้ ShipEZi ระบบสำหรับจัดการการจัดส่ง เพื่อเตรียมข้อมูลและดำเนินการจองบริการก่อนส่งพัสดุ ช่วยให้สามารถจัดเตรียมรายละเอียดที่จำเป็นได้ล่วงหน้า และตรวจสอบข้อมูลการจัดส่งก่อนเข้าสู่กระบวนการขนส่ง
ประโยชน์ของการจองบริการผ่าน ShipEZi
- กรอกข้อมูลการจัดส่งล่วงหน้า ช่วยลดขั้นตอนการกรอกข้อมูลเมื่อส่งพัสดุ
- เตรียมรายละเอียดสินค้าและข้อมูลผู้รับ ให้พร้อมก่อนเข้าสู่กระบวนการจัดส่ง
- ตรวจสอบรายละเอียดการจัดส่ง ก่อนยืนยันการใช้บริการ
- ตรวจสอบค่าใช้จ่าย ตามข้อมูลและเงื่อนไขของการจัดส่ง
- เลือกบริการรับพัสดุ หากมีให้บริการสำหรับเส้นทางและพื้นที่ที่กำหนด
- ติดตามสถานะพัสดุ ผ่านระบบ Tracking หลังจากพัสดุเข้าสู่กระบวนการขนส่ง
การเตรียมข้อมูลผ่าน ShipEZi ล่วงหน้า ช่วยให้ผู้ส่งสามารถตรวจสอบรายละเอียดก่อนจัดส่งและลดโอกาสเกิดความผิดพลาดจากการกรอกข้อมูลซ้ำหรือข้อมูลไม่ครบถ้วน
หากต้องการส่งพัสดุไปยุโรป ผู้ส่งควรเตรียมรายละเอียดสินค้า มูลค่า จำนวน และข้อมูลผู้รับให้ถูกต้องก่อนทำรายการ เพื่อช่วยให้ขั้นตอนการจัดส่งเป็นไปอย่างราบรื่นมากขึ้น
วิธีที่ 6 เลือกช่วงเวลาส่งที่เหมาะสม
หากต้องการลดความเสี่ยงจากความล่าช้า ควรตรวจสอบวันหยุดทำการของประเทศปลายทาง วันหยุดของผู้ให้บริการ และเวลา Cut-off ก่อนจัดส่ง
โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลหรือช่วงที่มีปริมาณพัสดุเพิ่มขึ้น ควรเผื่อเวลาสำหรับกระบวนการขนส่งและพิธีการศุลกากรมากกว่าช่วงปกติ
สิ่งสำคัญคือไม่ควรยึดวันใดวันหนึ่งว่าเป็นวันที่ส่งดีที่สุดเสมอ เพราะเที่ยวบิน ตารางรับพัสดุ และวันหยุดของแต่ละประเทศแตกต่างกัน
วิธีที่ 7 พิจารณาบริการ DDP สำหรับการส่งสินค้าเพื่อการค้า
DDP (Delivered Duty Paid) เป็นเงื่อนไขการค้าระหว่างผู้ขายและผู้ซื้อที่กำหนดให้ผู้ขายรับผิดชอบค่าใช้จ่ายและภาษีที่เกี่ยวข้องตามเงื่อนไขของ DDP จนถึงปลายทาง ทั้งนี้ รายละเอียดความรับผิดชอบควรตรวจสอบตามเงื่อนไขการให้บริการและประเทศปลายทาง
| ประเด็น | DDP (Delivered Duty Paid) |
| ผู้รับผิดชอบหลัก | ผู้ขายรับผิดชอบภาษี อากร และค่าใช้จ่ายที่อยู่ภายใต้เงื่อนไข DDP |
| ภาษีและอากร | ขายรับผิดชอบภาษี อากร และค่าใช้จ่ายที่อยู่ภายใต้เงื่อนไข DDP |
| ประโยชน์สำหรับผู้รับ | ผู้ซื้อสามารถทราบการจัดสรรค่าใช้จ่ายตามเงื่อนไขการขายได้ชัดเจนขึ้น และอาจลดขั้นตอนการชำระค่าใช้จ่ายบางส่วนเมื่อพัสดุถึงปลายทาง |
| เหมาะกับใคร | เหมาะสำหรับผู้ขายออนไลน์หรือผู้ส่งสินค้าเพื่อการค้าที่ต้องการกำหนดความรับผิดชอบด้านค่าใช้จ่ายให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น |
| ช่วยให้ผ่านศุลกากรเร็วขึ้นหรือไม่? | ไม่สามารถรับประกันได้ การใช้ DDP ไม่ได้หมายความว่าพัสดุจะได้รับการปล่อยจากศุลกากรโดยอัตโนมัติหรือรวดเร็วกว่าในทุกกรณี |
| สิ่งที่ยังต้องตรวจสอบ | การตรวจปล่อยยังขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า เอกสาร มูลค่า HS Code และข้อกำหนดของประเทศปลายทาง |
หมายเหตุ: DDP เป็นเงื่อนไขที่กำหนดการแบ่งความรับผิดชอบระหว่างผู้ขายและผู้ซื้อ ไม่ใช่บริการที่รับประกันระยะเวลาการผ่านพิธีการศุลกากร ดังนั้นควรตรวจสอบเงื่อนไขการให้บริการ ภาษี อากร และข้อกำหนดของประเทศปลายทางก่อนจัดส่ง
ขั้นตอนการส่งของไปยุโรปแบบลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น
| ขั้นตอน | สิ่งที่ควรทำ | จุดที่ควรตรวจสอบ |
| 1. วางแผนก่อนส่ง | ตรวจสอบประเทศปลายทาง รายการสินค้า และบริการขนส่งที่เหมาะสม | ข้อจำกัดการนำเข้าและเอกสารที่ต้องใช้ |
| 2.เตรียมข้อมูลและเอกสาร | ระบุชื่อสินค้า จำนวน มูลค่า สกุลเงิน และรายละเอียดสินค้าให้ชัดเจน | Commercial Invoice และเอกสารที่เกี่ยวข้อง หากเป็นการส่งสินค้าเพื่อการค้า |
| 3. บรรจุหีบห่อ | เลือกกล่องและวัสดุกันกระแทกให้เหมาะกับสินค้า และติดข้อมูลผู้รับให้ชัดเจน | ตรวจสอบการปิดกล่องและความเรียบร้อยก่อนส่ง ควรถ่ายภาพสินค้าและบรรจุภัณฑ์เก็บไว้เป็นหลักฐาน |
| 4.จองบริการและตรวจสอบค่าใช้จ่าย | จองบริการผ่านช่องทางของผู้ให้บริการ และตรวจสอบรายละเอียดก่อนยืนยัน | ค่าขนส่ง ภาษี อากร และค่าใช้จ่ายปลายทางตามรูปแบบบริการที่เลือก เช่น DDP หรือ DAP |
| 5. ส่งก่อนเวลา Cut-off | นำพัสดุไปส่งหรือใช้บริการรับพัสดุก่อนเวลา Cut-off | ตรวจสอบเวลารับพัสดุและรอบการขนส่งของผู้ให้บริการ |
| 6. ติดตามพัสดุ | ตรวจสอบสถานะผ่าน Tracking และแจ้งหมายเลข Tracking ให้ผู้รับ | หากมีภาษี อากร หรือค่าใช้จ่ายปลายทาง ผู้รับควรเตรียมดำเนินการตามที่กำหนด |
สรุป
การส่งของไปยุโรปให้ราบรื่นและช่วยลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น เริ่มต้นได้จากการเตรียมข้อมูลสินค้าและเอกสารให้ครบถ้วน ระบุรายละเอียดและมูลค่าสินค้าตามความเป็นจริง เลือกบรรจุภัณฑ์ให้เหมาะสม และเลือกบริการขนส่งให้ตรงกับความต้องการ
สำหรับผู้ขายออนไลน์หรือผู้ส่งสินค้าเพื่อการค้า ควรพิจารณาเรื่องภาษี อากร และรูปแบบการจัดส่ง เช่น DDP หรือ DAP ให้เหมาะสมกับผู้ส่งและผู้รับ รวมถึงตรวจสอบข้อกำหนดของประเทศปลายทางก่อนจัดส่ง
การเตรียมข้อมูลให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น ไม่เพียงช่วยลดโอกาสเกิดความผิดพลาด แต่ยังช่วยให้กระบวนการจัดส่งและการประสานงานที่เกี่ยวข้องเป็นไปอย่างราบรื่นมากขึ้น
หากต้องการส่งพัสดุหรือเอกสารไปยุโรป City-Link Express มีบริการขนส่งระหว่างประเทศ พร้อมบริการรับพัสดุและติดตามสถานะการจัดส่งตามเงื่อนไขของแต่ละบริการ
สำหรับลูกค้าที่ต้องการจัดการงานขนส่งออนไลน์ สามารถใช้ ShipEZi เพื่อเตรียมข้อมูลการจัดส่ง นัดรับพัสดุ และติดตามสถานะการจัดส่งได้สะดวกยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ City-Link Express ยังมีบริการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับเอกสารและการดำเนินพิธีการศุลกากร รวมถึงบริการ Repacking สำหรับลูกค้าที่ต้องการเตรียมบรรจุภัณฑ์ให้เหมาะสมกับการขนส่ง
ตรวจสอบพื้นที่เข้ารับพัสดุ คลิก https://bit.ly/3mUNbrU
เช็คราคาค่าขนส่งง่ายๆได้ที่ https://www.citylink.express
สอบถามเพิ่มเติม
Inbox: https://bit.ly/3u3pHlt
Tel. 02-666-8288, 02-666-8289
Line: @citylinkthailand หรือ http://bit.ly/2YVTwar
*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด
บริษัทผ่านการรับรองมาตรฐาน ISO 9001

