กฎระเบียบบรรจุภัณฑ์ใหม่ของสหภาพยุโรป EU (PPWR) คืออะไร? ผู้ส่งออกไทยต้องเตรียมตัวอย่างไร
หากคุณเป็นผู้ประกอบการที่ส่งสินค้าไปยังประเทศในสหภาพยุโรป (EU) อีกหนึ่งกฎระเบียบสำคัญที่ควรติดตาม คือ Packaging and Packaging Waste Regulation (PPWR) หรือ กฎระเบียบว่าด้วยบรรจุภัณฑ์และขยะบรรจุภัณฑ์ของสหภาพยุโรป
กฎระเบียบฉบับนี้มีเป้าหมายเพื่อทำให้บรรจุภัณฑ์ในตลาด EU มีความยั่งยืนมากขึ้น ตั้งแต่การออกแบบ การใช้วัสดุ การลดปริมาณขยะ ไปจนถึงการนำบรรจุภัณฑ์กลับมาใช้ซ้ำและรีไซเคิล
PPWR หรือ Regulation (EU) 2025/40 มีผลใช้บังคับในวันที่ 12 สิงหาคม 2026 แต่ข้อกำหนดแต่ละส่วนจะเริ่มมีผลในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน โดยผู้ประกอบการควรเริ่มตรวจสอบบรรจุภัณฑ์ของตนเองล่วงหน้า เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนข้อกำหนดต่าง ๆ จะทยอยมีผลบังคับใช้
หลักเกณฑ์สำคัญของกฎระเบียบ PPWR
- ออกแบบเพื่อการรีไซเคิล (Design for Recycling): บรรจุภัณฑ์ทุกชนิดต้องออกแบบให้รีไซเคิลได้จริง โดยภายในปี 2573 ต้องผ่านมาตรฐานเกรด C (รีไซเคิลได้ไม่ต่ำกว่า 70%) และจะยกระดับความเข้มงวดขึ้นเป็นเกรด A หรือ B ภายในปี 2581
- จำกัดสาร PFAS: ห้ามใช้สารเคมีตลอดกาล หรือ Per- and Polyfluoroalkyl Substances (PFAS) ในบรรจุภัณฑ์ที่สัมผัสกับอาหาร เนื่องจากสารนี้มีคุณสมบัติทนความร้อน ไม่ติดผิว และย่อยสลายยาก ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อกระบวนการรีไซเคิล
- สัดส่วนพลาสติกรีไซเคิลขั้นต่ำ (PCR): กำหนดให้บรรจุภัณฑ์ต้องมีส่วนผสมของพลาสติกรีไซเคิลหลังการบริโภคตามสัดส่วนที่กฎหมายกำหนด
- จำกัดพื้นที่ว่างในกล่องขนส่ง: พื้นที่ว่างในบรรจุภัณฑ์สำหรับขนส่งต้องไม่เกิน 50% เพื่อป้องกันการขนส่ง “อากาศ” โดยเปล่าประโยชน์
- ห้ามใช้บรรจุภัณฑ์หลอกตา: ห้ามวางจำหน่ายบรรจุภัณฑ์ที่เพิ่มปริมาตรเทียม เช่น ผนังสองชั้น ก้นขวดหลอก หรือชั้นวัสดุที่ไม่จำเป็น เพื่อดึงดูดผู้บริโภคเกินจริง
ทำไมผู้ส่งออกต้องใส่ใจ?
กฎระเบียบนี้มีผลบังคับใช้ครอบคลุมถึงผู้ประกอบการจากประเทศไทยในฐานะ “ผู้ส่งออก” ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตสินค้าเอง หรือผู้จัดหาซื้อสินค้าเพื่อส่งออก ตลอดจน “ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์” ที่จำหน่ายให้แก่ผู้ส่งออก หากบรรจุภัณฑ์ไม่สอดคล้องตามมาตรฐาน จะมีความเสี่ยงสูงที่สินค้าจะถูกสั่งห้ามวางจำหน่าย ถูกระงับการนำเข้า หรือถูกเรียกคืนออกจากตลาดทันที ซึ่งจะส่งผลเสียอย่างมหาศาลต่อความเชื่อมั่นและต้นทุนการดำเนินงาน
หากสินค้าที่ส่งเข้า EU ใช้บรรจุภัณฑ์ที่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนด อาจส่งผลกระทบดังนี้:
- สินค้าเกิดความล่าช้าในการนำเข้า
- ถูกปฏิเสธการเข้าสู่ตลาด EU
- ต้องเรียกคืนหรือถอนสินค้าออกจากตลาด
- ถูกปรับหรือได้รับบทลงโทษทางกฎหมาย
สินค้าและบรรจุภัณฑ์แบบไหนที่ได้รับผลกระทบ?
กฎระเบียบนี้ครอบคลุม บรรจุภัณฑ์ทุกประเภท ที่ใช้ในกระบวนการขนส่งและจัดจำหน่าย ไม่จำกัดเฉพาะแค่ตัวกล่องสินค้า เช่น:
- กล่องกระดาษ
- ซองจัดส่งสินค้า
- วัสดุกันกระแทก
- พาเลท (Pallets)
- บรรจุภัณฑ์ที่บุคคลที่สามจัดหาให้แทนผู้ส่งออก

ผู้ส่งสินค้าควรทำอะไร? (PPWR Checklist)
หากคุณต้องการตรวจสอบว่าบรรจุภัณฑ์ของคุณสอดคล้องกับข้อกำหนด PPWR หรือไม่ สามารถใช้เช็กลิสต์ (Checklist) ง่าย ๆ ทั้ง 5 ข้อนี้ในการประเมินเบื้องต้น:
1. ตรวจสอบขนาดและปริมาตรบรรจุภัณฑ์
- กล่องต้องมีขนาดพอดีกับสินค้า ไม่ควรมีพื้นที่ว่างในกล่องขนส่งมากเกินไป (ต้องไม่เกิน 50% ตามเกณฑ์)
- ไม่ใช้วัสดุกันกระแทกหรือบรรจุภัณฑ์ซ้อนหลายชั้นเกินความจำเป็นเพื่อหลอกให้กล่องดูใหญ่โตกว่าตัวสินค้าจริงเพื่อเพิ่มปริมาตรเทียม
- ตัวอย่าง:
- ❌ ไม่ผ่าน: สินค้าขนาด 10x10x5 ซม. แต่ใช้กล่องขนาด 30x20x20 ซม.
- ✅ ผ่าน: เลือกกล่องที่มีขนาดใกล้เคียงกับสินค้ามากที่สุด ป้องกันการขนส่ง “อากาศ” โดยเปล่าประโยชน์
2. ตรวจสอบวัสดุที่ใช้
- ขอข้อมูลหรือใบรับรองคุณลักษณะ (Specification) จากผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ทุกครั้ง
- ตรวจสอบให้แน่ใจว่าไม่มีสารต้องห้ามหรือสารอันตรายเกินเกณฑ์ที่ EU กำหนด เช่น สาร PFAS ในบรรจุภัณฑ์สัมผัสอาหาร และตรวจสอบสัดส่วนพลาสติกรีไซเคิล (PCR) ตามเกณฑ์ที่กฎหมายบังคับ
3. ตรวจสอบข้อมูลบนบรรจุภัณฑ์
- มีข้อมูลระบุตัวตนของผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า (ตามที่กฎหมายกำหนด)
- มีข้อมูลที่ช่วยให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ถึงที่มาของบรรจุภัณฑ์ได้
4. จัดเตรียมเอกสารและหลักฐานประกอบ
ผู้ส่งออกควรจัดเก็บชุดเอกสารด้านบรรจุภัณฑ์ให้พร้อมสำหรับการตรวจสอบ ดังนี้:
- ข้อมูลจำเพาะของบรรจุภัณฑ์ (Specification)
- ข้อมูลน้ำหนักและขนาดของบรรจุภัณฑ์
- ใบข้อมูลความปลอดภัยวัสดุ (Material Data Sheet)
- หนังสือรับรองความสอดคล้อง (Declaration of Conformity)
- ผลการทดสอบ (Test Report) หรือใบรับรองมาตรฐานต่าง ๆ จากห้องปฏิบัติการ
5. ตรวจสอบบรรจุภัณฑ์จากบุคคลที่สาม (3rd Party) กฎระเบียบ PPWR ครอบคลุมบรรจุภัณฑ์ทุกประเภท แม้จะเป็นบรรจุภัณฑ์ที่ซัพพลายเออร์ (Supplier) หรือบุคคลที่สามจัดหาให้แทนผู้ส่งออกก็ตาม ดังนั้น คุณจึงควรประสานงานและขอเอกสารยืนยันความสอดคล้องจากผู้จัดหาเสมอ เพื่อป้องกันความเสี่ยงตลอดห่วงโซ่อุปทาน

สรุป
PPWR เป็นกฎระเบียบสำคัญของสหภาพยุโรปที่มุ่งผลักดันให้บรรจุภัณฑ์มีความยั่งยืนมากขึ้น ตั้งแต่การออกแบบ การเลือกใช้วัสดุ การลดขยะ ไปจนถึงการนำกลับมาใช้ซ้ำและการรีไซเคิล
สำหรับผู้ประกอบการไทยที่ส่งสินค้าไปยังประเทศในกลุ่ม EU การเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะข้อกำหนดต่าง ๆ จะทยอยมีผลบังคับใช้ในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน
ก่อนส่งออก ผู้ประกอบการควรตรวจสอบทั้ง สินค้าและบรรจุภัณฑ์ ให้เหมาะสมกับข้อกำหนดของตลาดปลายทาง เลือกใช้บรรจุภัณฑ์เท่าที่จำเป็น และเตรียมข้อมูลเกี่ยวกับวัสดุหรือเอกสารที่เกี่ยวข้องไว้ล่วงหน้า เพื่อช่วยลดความเสี่ยงและปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
เพราะการส่งออกไปยุโรป ไม่ได้ดูแค่ “สินค้าส่งได้หรือไม่” แต่ควรใส่ใจด้วยว่า “บรรจุภัณฑ์ที่ใช้กับสินค้าของเรา พร้อมสำหรับกฎระเบียบใหม่ของ EU แล้วหรือยัง?”
หากคุณกำลังวางแผนส่งสินค้าไปยังประเทศในยุโรป การเตรียมข้อมูลสินค้าและบรรจุภัณฑ์ให้พร้อมตั้งแต่ต้น จะช่วยให้การจัดส่งเป็นไปอย่างราบรื่นและลดความเสี่ยงจากปัญหาด้านกฎระเบียบของประเทศปลายทาง
City-Link Express พร้อมให้บริการจัดส่งสินค้าระหว่างประเทศ เพื่อให้ทุกการส่งออกของคุณเดินทางไปถึงปลายทางได้อย่างมั่นใจ
City-Link Express ShipEZi
ShipEZi คือระบบจัดการงานขนส่งของ City-Link Express ที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถนัดรับพัสดุ ติดตามสถานะการจัดส่ง และบริหารจัดการงานขนส่งระหว่างประเทศได้สะดวกผ่านระบบออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นผู้ใช้งานทั่วไป ธุรกิจ SME หรือองค์กรที่มีการจัดส่งเป็นประจำ ก็สามารถติดตามสถานะพัสดุและจัดการงานขนส่งได้ง่ายยิ่งขึ้นในที่เดียว ผ่านปลายนิ้วคุณ
City-Link Express บริการส่งพัสดุด่วนไปต่างประเทศ ส่งเอกสารไปต่างประเทศ
เรามีบริการส่งพัสดุด่วนไปต่างประเทศ ส่งเอกสารไปต่างประเทศ ราคาประหยัด ไม่ว่าคุณต้องการส่งพัสดุหรือเอกสารไปยังประเทศปลายทางใด City-Link Express พร้อมให้บริการผ่านเครือข่ายขนส่งระหว่างประเทศ โดยระยะเวลาการจัดส่งขึ้นอยู่กับประเทศปลายทาง ประเภทสินค้า และขั้นตอนการตรวจปล่อยของหน่วยงานศุลกากรในแต่ละประเทศ
เรามีบริการเดินพิธีการศุลกากร
City-Link Express มีบริการให้คำปรึกษาและช่วยเตรียมเอกสารสำหรับการนำเข้าและส่งออก รวมถึงบริการดำเนินพิธีการศุลกากรขาเข้าประเทศไทย เพื่อช่วยให้ขั้นตอนการนำเข้าสินค้าเป็นไปอย่างถูกต้อง รวดเร็ว และสอดคล้องกับข้อกำหนดของกรมศุลกากร
ทำไมลูกค้าจึงเลือกใช้บริการ City-Link Express
✅ บริการรับ-ส่งพัสดุแบบ Door-to-Door ครอบคลุมหลายประเทศทั่วโลก
✅ ทีมงานผู้เชี่ยวชาญช่วยตรวจสอบประเภทสินค้าและเอกสารก่อนจัดส่ง เพื่อลดความเสี่ยงในการถูกกักสินค้า ถูกส่งคืน หรือเกิดปัญหาที่ประเทศปลายทาง
✅ มีบริการรีแพ็กสินค้า (Repacking Service) เพื่อให้เหมาะสมกับการขนส่งระหว่างประเทศ
✅ ติดตามสถานะพัสดุได้ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านระบบ Real-time Tracking
✅ มีกล่องพัสดุให้บริการโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม (ตามเงื่อนไขของบริษัท)
✅ ให้คำแนะนำเกี่ยวกับข้อกำหนดการนำเข้าและเอกสารของแต่ละประเทศ เพื่อช่วยลดความผิดพลาดก่อนจัดส่ง
ตรวจสอบพื้นที่เข้ารับพัสดุ คลิก https://bit.ly/3mUNbrU
เช็คราคาค่าขนส่งง่ายๆได้ที่ https://www.citylink.express
สอบถามเพิ่มเติม
Inbox: https://bit.ly/3u3pHlt

