ส่งพัสดุไปอังกฤษมีขั้นตอนอย่างไรบ้าง
หากคุณกำลังวางแผนส่งพัสดุไปอังกฤษ ไม่ว่าจะส่งให้ครอบครัว เพื่อน หรือลูกค้า สิ่งสำคัญไม่ได้มีเพียงการเลือกผู้ให้บริการขนส่งและบรรจุสินค้าให้เรียบร้อยเท่านั้น แต่ยังต้องเตรียมข้อมูลสินค้า เอกสาร และรายละเอียดสำหรับพิธีการศุลกากรให้ถูกต้องด้วย เพราะพัสดุจากประเทศไทยที่เดินทางเข้าสหราชอาณาจักรต้องผ่านขั้นตอนการนำเข้า และอาจมีภาษีหรืออากรที่ผู้ส่งหรือผู้รับต้องรับผิดชอบตามลักษณะของการจัดส่ง
บทความนี้จะพาไปดูตั้งแต่การตรวจสอบสินค้าว่าสามารถนำเข้าได้หรือไม่ การเตรียมเอกสาร การบรรจุหีบห่อ การทำความเข้าใจเรื่องภาษีและอากร ไปจนถึงการติดตามสถานะหลังจัดส่ง เพื่อช่วยให้คุณเตรียมตัวก่อนส่งพัสดุได้อย่างถูกต้องและลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการขนส่ง
หมายเหตุ: Brexit คืออะไร?
Brexit มาจากคำว่า “British Exit” หมายถึงการที่สหราชอาณาจักรออกจากสหภาพยุโรป (EU) ส่งผลให้การนำเข้าและส่งออกสินค้าระหว่างสหราชอาณาจักรกับประเทศต่าง ๆ มีขั้นตอนและกฎระเบียบด้านศุลกากรที่แตกต่างจากเดิม ดังนั้นผู้ที่ส่งพัสดุจากไทยไป UK จึงควรตรวจสอบข้อกำหนดและเอกสารที่เกี่ยวข้องก่อนจัดส่ง
ข้อมูลพื้นฐานที่ต้องรู้ก่อนส่งพัสดุไปอังกฤษ
ก่อนจัดส่งพัสดุจากไทยไปอังกฤษ นอกจากตรวจสอบว่าสินค้าสามารถนำเข้าได้หรือไม่แล้ว ควรทำความเข้าใจเรื่องภาษี อากร และข้อกำหนดด้านศุลกากรเบื้องต้นด้วย เพราะค่าใช้จ่ายและขั้นตอนที่เกิดขึ้นอาจแตกต่างกันตามประเภทสินค้า มูลค่าพัสดุ และวัตถุประสงค์ของการจัดส่ง เช่น การส่งของขวัญให้บุคคลทั่วไปกับการส่งสินค้าเพื่อการค้าอาจมีเงื่อนไขไม่เหมือนกัน
ภาษีและอากรสำหรับพัสดุที่ส่งไป UK
พัสดุที่นำเข้าสหราชอาณาจักรอาจมีภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และอากรขาเข้า (Customs Duty) โดยการพิจารณาว่าต้องชำระภาษีหรืออากรหรือไม่ จะขึ้นอยู่กับลักษณะของการจัดส่ง มูลค่าสินค้า ประเภทสินค้า และเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง
สำหรับการส่งสินค้าเชิงพาณิชย์ มูลค่า £135 เป็นหนึ่งในเกณฑ์สำคัญตามกฎปัจจุบันของ UK ที่ใช้พิจารณาการจัดเก็บภาษีและอากร อย่างไรก็ตาม วิธีการเรียกเก็บ VAT และ Customs Duty อาจแตกต่างกันตามรูปแบบการขาย ประเภทสินค้า และเงื่อนไขของการนำเข้า จึงไม่ควรพิจารณาจากมูลค่าสินค้าเพียงอย่างเดียว
ส่วน ของขวัญระหว่างบุคคล (Gift) จะมีหลักเกณฑ์และเกณฑ์ยกเว้นบางประการที่แตกต่างจากสินค้าที่ซื้อขายกัน ผู้ส่งจึงควรระบุวัตถุประสงค์ของการจัดส่งและมูลค่าสินค้าตามความเป็นจริง เพื่อให้สามารถดำเนินพิธีการศุลกากรได้อย่างถูกต้อง
Tip: อย่าระบุราคาสินค้าต่ำกว่าความเป็นจริงเพื่อหวังลดภาษี เพราะข้อมูลที่ไม่ถูกต้องอาจทำให้เกิดปัญหาในการตรวจสอบและพิธีการศุลกากรได้
ขั้นตอนการส่งพัสดุไปอังกฤษอย่างละเอียด
ขั้นที่ 1 ตรวจสอบสินค้าก่อนส่ง
ก่อนจัดส่ง ควรตรวจสอบก่อนว่าสินค้าที่ต้องการส่งสามารถนำเข้าไปยังสหราชอาณาจักรได้หรือไม่ เนื่องจากสินค้าบางประเภทอาจเป็นสินค้าต้องห้าม หรืออยู่ภายใต้ข้อจำกัดและเงื่อนไขพิเศษในการนำเข้า
| ประเภทสินค้า | ตัวอย่าง | สิ่งที่ควรตรวจสอบ |
| เสื้อผ้าและสิ่งทอ | เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า | ประเภทวัสดุ และข้อกำหนดของปลายทาง |
| หนังสือและสิ่งพิมพ์ | หนังสือ นิตยสาร | เนื้อหาและข้อจำกัดที่เกี่ยวข้อง |
| อิเล็กทรอนิกส์ | อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์บางประเภท | ประเภทสินค้า แบตเตอรี่ และข้อกำหนดด้านความปลอดภัย |
| เครื่องสำอาง | สกินแคร์ เครื่องสำอางบางประเภท | ส่วนประกอบ ฉลาก และข้อกำหนดด้านผลิตภัณฑ์ |
| อาหารแปรรูป | อาหารแห้ง อาหารแปรรูปบางประเภท | ส่วนประกอบ ปริมาณ บรรจุภัณฑ์ และข้อกำหนดด้านอาหาร |
| ยาและอาหารเสริม | ยา วิตามิน อาหารเสริมบางประเภท | อาจมีข้อกำหนดหรือใบอนุญาตเพิ่มเติม |
| พืชและผลิตภัณฑ์จากสัตว์ | พืช เนื้อสัตว์ ผลิตภัณฑ์จากสัตว์บางประเภท | อาจมีข้อจำกัดหรือเงื่อนไขการนำเข้า |
| อาวุธและวัตถุอันตราย | อาวุธ กระสุน วัตถุระเบิด | มีข้อห้ามหรือข้อกำหนดเฉพาะ |
หมายเหตุ: รายการข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่าง สินค้าแต่ละประเภทอาจมีข้อกำหนดแตกต่างกันตามชนิดสินค้า ส่วนประกอบ ปริมาณ มูลค่า และประเทศต้นทาง หากไม่แน่ใจว่าสามารถจัดส่งได้หรือไม่ ควรตรวจสอบกับผู้ให้บริการขนส่งก่อนจัดส่ง
ขั้นที่ 2 เตรียมข้อมูลและเอกสารสำหรับการจัดส่ง
หลังจากตรวจสอบประเภทสินค้าแล้ว ขั้นตอนต่อมาคือการเตรียมข้อมูลสำหรับการจัดส่งและพิธีการศุลกากร โดยข้อมูลที่แจ้งควร ตรงกับสินค้าจริงและสามารถตรวจสอบได้ เพราะรายละเอียดเหล่านี้มีส่วนสำคัญต่อการ ยื่นข้อมูลสำหรับพิธีการศุลกากร (Customs Declaration) และการประเมินภาษีและอากรของศุลกากร UK
ข้อมูลสำคัญที่ควรเตรียม
| ข้อมูล | รายละเอียดที่ควรระบุ |
| ชื่อและที่อยู่ผู้ส่ง-ผู้รับ | ระบุชื่อ ที่อยู่ เมือง รหัสไปรษณีย์ และข้อมูลติดต่อให้ครบถ้วน โดยเฉพาะที่อยู่ปลายทางควรตรวจสอบให้ถูกต้อง |
| รายละเอียดสินค้า | ระบุว่าสินค้าคืออะไรให้ชัดเจน เช่น “Cotton T-shirt” แทนการระบุเพียงว่า “Clothes” |
| จำนวนสินค้า | ระบุจำนวนของแต่ละรายการให้ตรงกับสินค้าที่บรรจุจริง |
| มูลค่าสินค้า | ระบุมูลค่าตามความเป็นจริง พร้อมสกุลเงิน เช่น GBP, USD หรือ THB ตามที่ระบบหรือผู้ให้บริการกำหนด |
| ประเทศต้นกำเนิดสินค้า | ระบุว่าสินค้าผลิตหรือมีถิ่นกำเนิดจากประเทศใด ซึ่งเป็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาด้านศุลกากร |
| Commodity Code (HS Code) | ใช้สำหรับจำแนกประเภทสินค้า และใช้ประกอบการตรวจสอบอัตราอากร รวมถึงข้อกำหนดหรือใบอนุญาตที่เกี่ยวข้อง |
| วัตถุประสงค์ของการจัดส่ง | เช่น ของขวัญ สินค้าส่วนตัว สินค้าเพื่อการค้า หรือการส่งคืนสินค้า |
| เอกสารประกอบ | เช่น Commercial Invoice ใบอนุญาต หรือใบรับรองต่าง ๆ หากสินค้านั้นอยู่ภายใต้ข้อกำหนดเฉพาะ |
ข้อมูลอย่าง รายละเอียดสินค้า จำนวน มูลค่า และ Commodity Code เป็นข้อมูลสำคัญในการทำพิธีการศุลกากร โดย Commodity Code ช่วยระบุประเภทสินค้าและใช้ตรวจสอบอัตราอากร รวมถึงข้อกำหนดหรือใบอนุญาตที่อาจเกี่ยวข้องกับสินค้านั้น ๆ
ทำไมต้องระบุรายละเอียดสินค้าให้ชัดเจน?
การเขียนรายละเอียดสินค้าแบบกว้าง ๆ เช่น “Gift”, “Clothes” หรือ “Goods” อาจไม่ช่วยให้ศุลกากรเข้าใจได้อย่างชัดเจนว่าสินค้าคืออะไร
ควรระบุให้ละเอียดพอที่จะระบุชนิดของสินค้าได้ เช่น
Clothes ❌
Cotton T-shirt, 100% cotton ✅
และ
Food ❌
Packaged dried mango, 500g ✅
การระบุรายละเอียดที่ชัดเจนและตรงกับสินค้าจริง ช่วยให้ข้อมูลสำหรับพิธีการศุลกากรมีความครบถ้วนมากขึ้น และลดปัญหาที่อาจเกิดจากข้อมูลไม่ตรงกันหรือไม่เพียงพอ
Commercial Invoice ต้องเตรียมไหม?
หากเป็น การส่งสินค้าเพื่อการค้า Commercial Invoice เป็นเอกสารสำคัญที่ใช้ประกอบข้อมูลการนำเข้า โดยควรมีรายละเอียดเกี่ยวกับผู้ส่ง ผู้รับ รายการสินค้า จำนวน มูลค่า และข้อมูลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
สำหรับการส่งของใช้ส่วนตัวหรือของขวัญ เอกสารที่ต้องใช้จะขึ้นอยู่กับประเภทการจัดส่งและข้อกำหนดของผู้ให้บริการ จึงไม่ควรเข้าใจว่าการจัดส่งทุกประเภทต้องใช้ Commercial Invoice ในรูปแบบเดียวกัน
แล้ว EORI คืออะไร?
EORI (Economic Operators Registration and Identification) คือหมายเลขที่ใช้ระบุผู้ประกอบการในการดำเนินพิธีการศุลกากร โดยธุรกิจที่นำเข้าสินค้าเข้าสู่ Great Britain อาจต้องมี GB EORI ส่วนการนำเข้าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ Northern Ireland อาจมีข้อกำหนดเรื่อง XI EORI เพิ่มเติม
อย่างไรก็ตาม ผู้ส่งจากประเทศไทย ไม่ได้หมายความว่าจะต้องสมัคร EORI ด้วยตัวเองทุกกรณี เพราะผู้รับสินค้า ผู้นำเข้า หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินพิธีการศุลกากร อาจเป็นผู้รับผิดชอบในส่วนนี้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับรูปแบบการนำเข้าและเงื่อนไขของการจัดส่ง
Tip: ข้อมูลบนเอกสารและข้อมูลที่แจ้งกับผู้ให้บริการควรตรงกับสินค้าจริง โดยเฉพาะ รายละเอียดสินค้า จำนวน และมูลค่า ไม่ควรระบุข้อมูลคลุมเครือหรือจงใจแจ้งมูลค่าต่ำกว่าความเป็นจริง เพราะอาจทำให้เกิดปัญหาในการตรวจสอบและพิธีการศุลกากรได้
หมายเหตุสำหรับผู้ส่ง: หากปลายทางเป็น Northern Ireland (ไอร์แลนด์เหนือ) ข้อกำหนดด้านศุลกากรและการนำเข้าอาจแตกต่างจาก England, Scotland และ Wales ผู้ส่งควรระบุปลายทางให้ชัดเจนและตรวจสอบข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องก่อนจัดส่ง
ขั้นที่ 3 บรรจุและเตรียมพัสดุให้เหมาะสม
หลังจากเตรียมข้อมูลและเอกสารเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อมาคือการบรรจุสินค้าให้เหมาะสมกับการขนส่งระหว่างประเทศ เพราะพัสดุอาจต้องผ่านการคัดแยกและขนส่งหลายจุด การเลือกกล่องและวัสดุกันกระแทกที่เหมาะสมจึงช่วยลดความเสี่ยงที่สินค้าอาจเสียหายระหว่างทาง
หลักการแพ็กพัสดุที่ควรรู้
| สิ่งที่ควรตรวจสอบ | คำแนะนำ |
| เลือกกล่องให้เหมาะกับสินค้า | ใช้กล่องที่มีขนาดเหมาะสม แข็งแรง และไม่มีร่องรอยชำรุด |
| ป้องกันสินค้าภายใน | ใช้วัสดุกันกระแทกที่เหมาะกับประเภทสินค้า โดยเฉพาะสินค้าที่แตกหักง่าย |
| ลดพื้นที่ว่างภายในกล่อง | ไม่ควรปล่อยให้สินค้าเคลื่อนที่ไปมาในกล่องระหว่างการขนส่ง |
| ปิดกล่องให้แน่นหนา | ใช้เทปสำหรับบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสม และปิดบริเวณรอยต่อของกล่องให้เรียบร้อย |
| ติดฉลากและข้อมูลการจัดส่ง | ตรวจสอบชื่อ ที่อยู่ และหมายเลขติดตามพัสดุให้ชัดเจนและตรงกับข้อมูลในระบบ |
| ตรวจสอบวัสดุบรรจุภัณฑ์ | หากใช้วัสดุบรรจุภัณฑ์จากไม้ ควรตรวจสอบข้อกำหนดของประเทศปลายทางก่อนใช้งาน |
หากเป็นสินค้าที่แตกหักง่าย
สำหรับแก้ว เซรามิก อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หรือสินค้าอื่นที่มีความเสี่ยงต่อการแตกหัก ควรห่อหรือป้องกันตัวสินค้าแยกจากกัน และใช้วัสดุกันกระแทกให้เพียงพอ โดยเฉพาะบริเวณมุมและส่วนที่เปราะบาง
หากมีสินค้าหลายชิ้นในกล่องเดียวกัน ควรจัดวางให้มีระยะป้องกันระหว่างสินค้า เพื่อไม่ให้เกิดการกระแทกกันระหว่างการขนส่ง
ระวังวัสดุบรรจุภัณฑ์จากไม้
หากใช้ ไม้หรือวัสดุบรรจุภัณฑ์ที่ทำจากไม้ เช่น ลังไม้ พาเลท หรือวัสดุรองรับสินค้า ควรตรวจสอบข้อกำหนดของ UK ก่อนจัดส่ง เนื่องจากบรรจุภัณฑ์ไม้บางประเภทอยู่ภายใต้ข้อกำหนดด้านสุขอนามัยพืชและอาจต้องเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด เช่น ISPM 15
ดังนั้น ไม่ควรเขียนเหมารวมว่า “ห้ามใช้กล่องไม้” หรือ “ห้ามใช้วัสดุจากไม้ทุกชนิด” แต่ควรตรวจสอบตามประเภทและลักษณะของวัสดุที่ใช้
Tip: ก่อนปิดกล่อง ควรตรวจสอบอีกครั้งว่า สินค้าภายในตรงกับรายการที่แจ้งไว้ เอกสารครบถ้วน และไม่มีสินค้าต้องห้ามหรือสินค้าที่ไม่ได้แจ้งรวมอยู่ในพัสดุ เพราะข้อมูลบนเอกสารควรสอดคล้องกับสินค้าจริง
ขั้นที่ 4 เลือกบริการขนส่งและจัดส่งพัสดุ
เมื่อเตรียมสินค้า เอกสาร และบรรจุภัณฑ์เรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อมาคือการเลือกบริการขนส่งระหว่างประเทศที่เหมาะกับประเภทสินค้า ปลายทาง น้ำหนัก และระยะเวลาที่ต้องการ
ก่อนเลือกบริการ ควรตรวจสอบข้อมูลสำคัญ เช่น
| สิ่งที่ควรพิจารณา | รายละเอียด |
| ปลายทาง | ตรวจสอบประเทศ เมือง รหัสไปรษณีย์ และที่อยู่ของผู้รับให้ถูกต้อง |
| น้ำหนักและขนาดพัสดุ | ใช้สำหรับประเมินค่าขนส่งและเลือกบริการที่เหมาะสม |
| ระยะเวลาจัดส่ง | พิจารณาว่าต้องการบริการแบบ Express หรือบริการที่ใช้เวลานานกว่า |
| ประเภทสินค้า | ตรวจสอบว่าผู้ให้บริการรับสินค้าประเภทนั้นหรือไม่ และมีเงื่อนไขพิเศษหรือไม่ |
| บริการด้านศุลกากร | ตรวจสอบว่าผู้ให้บริการมีบริการช่วยเตรียมข้อมูลหรือดำเนินพิธีการศุลกากรในส่วนใดบ้าง |
| การติดตามพัสดุ | เลือกบริการที่สามารถตรวจสอบสถานะการจัดส่งได้ เพื่อให้ผู้ส่งและผู้รับติดตามพัสดุได้สะดวก |
ส่งพัสดุไปอังกฤษกับ City-Link Express
สำหรับผู้ที่ต้องการส่งพัสดุจากประเทศไทยไปอังกฤษ การเลือกผู้ให้บริการที่มีประสบการณ์ด้าน การขนส่งระหว่างประเทศและพิธีการศุลกากร สามารถช่วยให้การจัดส่งเป็นไปอย่างสะดวกมากขึ้น
City-Link Express ให้บริการขนส่งระหว่างประเทศแบบ Express พร้อมบริการรับพัสดุและติดตามสถานะการจัดส่ง โดยผู้ส่งสามารถสอบถามเกี่ยวกับประเภทสินค้า เอกสาร และเงื่อนไขการจัดส่งก่อนใช้บริการ เพื่อเตรียมพัสดุให้เหมาะสมกับปลายทาง
สำหรับการจัดส่งแบบ Door-to-Door Express พัสดุจะถูกรับจากต้นทางและดำเนินการขนส่งไปยังปลายทางตามเงื่อนไขของบริการ ทั้งนี้ ระยะเวลาจัดส่งและขั้นตอนที่เกี่ยวข้องอาจแตกต่างกันตามประเภทสินค้า ปลายทาง และกระบวนการด้านศุลกากร
ก่อนส่งพัสดุ ควรตรวจสอบอะไรอีกครั้ง?
ก่อนส่งมอบพัสดุให้ผู้ให้บริการ แนะนำให้ตรวจสอบข้อมูลสำคัญอีกครั้ง ได้แก่
- ที่อยู่และข้อมูลติดต่อของผู้รับถูกต้อง
- รายละเอียดสินค้าและจำนวนตรงกับของจริง
- มูลค่าสินค้าแจ้งตามความเป็นจริง
- เอกสารที่เกี่ยวข้องครบถ้วน
- สินค้าเป็นไปตามข้อกำหนดของประเทศปลายทาง
- บรรจุภัณฑ์แข็งแรงและเหมาะกับสินค้า
- มีหมายเลขติดตามพัสดุสำหรับตรวจสอบสถานะ
เมื่อดำเนินการเรียบร้อยแล้ว พัสดุจะเข้าสู่กระบวนการขนส่งระหว่างประเทศ และในขั้นตอนถัดไปคือ การผ่านพิธีการศุลกากรของ UK ซึ่งเป็นอีกขั้นตอนสำคัญที่ผู้ส่งควรทำความเข้าใจ
ขั้นที่ 5 ผ่านพิธีการศุลกากร UK
เมื่อพัสดุเดินทางถึงสหราชอาณาจักร จะเข้าสู่กระบวนการด้านศุลกากร โดยข้อมูลที่ผู้ส่งแจ้งไว้ เช่น รายละเอียดสินค้า มูลค่า ประเภทสินค้า และ Commodity Code จะถูกนำไปใช้ประกอบการทำพิธีการนำเข้าและพิจารณาภาษีหรืออากรที่เกี่ยวข้อง
ขั้นตอนศุลกากรมีอะไรบ้าง?
โดยทั่วไป กระบวนการนำเข้าอาจประกอบด้วยขั้นตอนสำคัญ ดังนี้
| ขั้นตอน | รายละเอียด |
| 1. ยื่นข้อมูลศุลกากร | ผู้เกี่ยวข้องหรือผู้ได้รับมอบหมายจะจัดทำและยื่นข้อมูลสำหรับการนำเข้าสินค้า |
| 2. ตรวจสอบข้อมูลและสินค้า | ศุลกากรอาจตรวจสอบข้อมูล เอกสาร หรือสินค้าเพิ่มเติมตามความเหมาะสม |
| 3. ประเมินภาษีและอากร | หากมี VAT หรือ Customs Duty ที่ต้องชำระ จะมีการคำนวณตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง |
| 4. ชำระภาษีและอากร | ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบดำเนินการชำระค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องตามเงื่อนไขของการนำเข้า |
| 5. ปล่อยพัสดุ | เมื่อดำเนินการตามข้อกำหนดครบถ้วนและไม่มีประเด็นที่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม พัสดุจึงสามารถเข้าสู่ขั้นตอนการจัดส่งต่อไป |
สำหรับการนำเข้าสินค้าใน UK ผู้นำเข้าสามารถดำเนินพิธีการเอง หรือมอบหมายให้ผู้ให้บริการขนส่งหรือ Customs Agent ดำเนินการแทนได้ โดยในทางปฏิบัติธุรกิจจำนวนมากใช้ผู้ให้บริการด้านการขนส่งหรือศุลกากรช่วยดำเนินการในส่วนนี้
หากพัสดุถูกตรวจสอบหรืออยู่ระหว่างดำเนินการ
การที่พัสดุอยู่ระหว่างพิธีการศุลกากร ไม่ได้หมายความว่าพัสดุมีปัญหาหรือถูกยึด เสมอไป เนื่องจากศุลกากรอาจต้องตรวจสอบข้อมูล เอกสาร ใบอนุญาต หรือรายละเอียดของสินค้าเพิ่มเติมในบางกรณี
หากพบว่าพัสดุยังไม่สามารถผ่านพิธีการได้ สาเหตุอาจเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย เช่น
- ข้อมูลสินค้าไม่ครบถ้วนหรือไม่ตรงกับเอกสาร
- ต้องชำระ VAT หรือ Customs Duty
- สินค้าต้องมีใบอนุญาตหรือเอกสารเพิ่มเติม
- สินค้าต้องผ่านการตรวจสอบเพิ่มเติม
- มีข้อมูลบางส่วนที่ต้องแก้ไขหรือยืนยัน
พัสดุหรือสินค้านำเข้าอาจถูกระงับไว้ชั่วคราว หากยังไม่ได้ดำเนินการเรื่องภาษีหรืออากรครบถ้วน ไม่มีใบอนุญาตที่จำเป็น หรือจำเป็นต้องตรวจสอบเพิ่มเติมตามข้อกำหนด
ใช้เวลาผ่านศุลกากรนานแค่ไหน?
ระยะเวลาในการผ่านพิธีการศุลกากร ไม่สามารถกำหนดเป็นจำนวนวันตายตัวได้ เพราะขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า ความครบถ้วนของข้อมูล ภาษีและอากรที่เกี่ยวข้อง รวมถึงกรณีที่ต้องมีการตรวจสอบเพิ่มเติม
ดังนั้น หากสถานะพัสดุแสดงว่าอยู่ระหว่าง Customs Clearance หรือรอการดำเนินการด้านศุลกากร ผู้ส่งหรือผู้รับควรตรวจสอบรายละเอียดกับผู้ให้บริการขนส่งเพื่อดูว่ามีเอกสารหรือข้อมูลใดที่ต้องดำเนินการเพิ่มเติมหรือไม่
Tip: การเตรียมข้อมูลสินค้าให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น โดยเฉพาะ รายละเอียดสินค้า มูลค่า จำนวน และเอกสารที่เกี่ยวข้อง จะช่วยให้กระบวนการนำเข้าเป็นไปอย่างราบรื่นมากขึ้น แต่ไม่สามารถรับประกันได้ว่าพัสดุจะไม่ถูกตรวจสอบโดยศุลกากร
ขั้นที่ 6 ติดตามสถานะพัสดุ
หลังจากพัสดุเข้าสู่กระบวนการขนส่งแล้ว ผู้ส่งสามารถติดตามสถานะเพื่อดูความคืบหน้าของการจัดส่งได้ โดยแต่ละผู้ให้บริการอาจใช้ชื่อสถานะและรายละเอียดแตกต่างกันเล็กน้อย
ตัวอย่างสถานะที่อาจพบระหว่างการจัดส่ง ได้แก่
| สถานะ | ความหมายโดยทั่วไป |
| Shipment Picked Up | ผู้ให้บริการรับพัสดุจากผู้ส่งแล้ว |
| In Transit | พัสดุกำลังอยู่ระหว่างการขนส่งไปยังปลายทาง |
| Arrived at Destination | พัสดุเดินทางถึงปลายทางหรือศูนย์คัดแยกที่เกี่ยวข้องแล้ว |
| Customs Clearance | พัสดุอยู่ระหว่างกระบวนการด้านศุลกากร |
| Customs Cleared | ดำเนินการด้านศุลกากรเรียบร้อยแล้ว และสามารถเข้าสู่ขั้นตอนการจัดส่งต่อได้ |
| Out for Delivery | พัสดุออกจากศูนย์เพื่อจัดส่งไปยังผู้รับ |
| Delivered | พัสดุถูกจัดส่งถึงผู้รับแล้ว |
หากสถานะพัสดุหยุดอยู่ที่ Customs Clearance
หากพบว่าสถานะพัสดุแสดงว่าอยู่ระหว่าง Customs Clearance เป็นระยะเวลาหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องหมายความว่าพัสดุมีปัญหาหรือถูกยึดเสมอไป เพราะอาจอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูล การประเมินภาษีและอากร หรือรอเอกสารและข้อมูลเพิ่มเติม
หากผู้ให้บริการแจ้งว่าต้องดำเนินการเพิ่มเติม ผู้ส่งหรือผู้รับควรรีบจัดเตรียมข้อมูลหรือเอกสารที่เกี่ยวข้อง เพื่อไม่ให้กระบวนการนำเข้าล่าช้าโดยไม่จำเป็น
ติดตามพัสดุไปอังกฤษกับ City-Link Express
สำหรับลูกค้า City-Link Express สามารถตรวจสอบสถานะการจัดส่งผ่านระบบ ShipEZi เพื่อดูความคืบหน้าของพัสดุได้ตลอดเส้นทาง
การติดตามสถานะช่วยให้ผู้ส่งทราบว่าพัสดุอยู่ในขั้นตอนใด และหากพบสถานะที่ต้องดำเนินการเพิ่มเติม ก็สามารถตรวจสอบกับผู้ให้บริการได้อย่างรวดเร็ว
Tip: เก็บหมายเลขติดตามพัสดุ (Tracking Number / AWB) ไว้จนกว่าพัสดุจะถูกส่งถึงผู้รับ เพราะเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับตรวจสอบสถานะและใช้ติดต่อผู้ให้บริการหากเกิดปัญหาระหว่างการจัดส่ง
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อส่งพัสดุไปอังกฤษ
แม้การส่งพัสดุไปอังกฤษจะมีหลายขั้นตอน แต่ปัญหาส่วนใหญ่สามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการเตรียมข้อมูลให้ครบถ้วนและตรวจสอบข้อกำหนดของสินค้าก่อนจัดส่ง
ข้อผิดพลาดที่ 1 แจ้งมูลค่าสินค้าต่ำกว่าความจริง
การแจ้งมูลค่าสินค้าต่ำกว่าความเป็นจริง หรือให้ข้อมูลไม่ตรงกับสินค้าจริง อาจทำให้เกิดปัญหาในการตรวจสอบและพิธีการศุลกากร รวมถึงอาจส่งผลต่อการคำนวณภาษีและอากรที่เกี่ยวข้อง ผู้ส่งจึงควรระบุมูลค่าสินค้าตามความเป็นจริง
ข้อผิดพลาดที่ 2 ระบุข้อมูลสินค้าและ HS Code ไม่ครบถ้วนหรือไม่ถูกต้อง
Commodity Code หรือ HS Code ใช้สำหรับจำแนกประเภทสินค้าและเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาอัตราอากรและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง หากข้อมูลไม่ครบถ้วนหรือไม่สอดคล้องกับสินค้าจริง อาจทำให้ต้องตรวจสอบหรือขอข้อมูลเพิ่มเติมระหว่างกระบวนการนำเข้าได้
ข้อผิดพลาดที่ 3 ไม่แจ้งผู้รับเรื่องภาษีและค่าใช้จ่ายปลายทาง
ก่อนจัดส่ง ควรพูดคุยกับผู้รับให้ชัดเจนว่าอาจมี VAT, Customs Duty หรือค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้า โดยใครเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายดังกล่าวขึ้นอยู่กับรูปแบบการจัดส่งและเงื่อนไขที่ตกลงกัน
ข้อผิดพลาดที่ 4 ใช้วัสดุบรรจุภัณฑ์โดยไม่ตรวจสอบข้อกำหนด
วัสดุบรรจุภัณฑ์บางประเภท โดยเฉพาะวัสดุบรรจุภัณฑ์จากไม้ อาจอยู่ภายใต้ข้อกำหนดด้านสุขอนามัยพืชและการนำเข้า ผู้ส่งจึงควรตรวจสอบข้อกำหนดของประเทศปลายทางก่อนเลือกใช้วัสดุดังกล่าว
เคล็ดลับช่วยควบคุมค่าใช้จ่ายในการส่งพัสดุไปอังกฤษ
- ชั่งน้ำหนักและวัดขนาดพัสดุให้ถูกต้อง เพราะค่าขนส่งอาจพิจารณาจากน้ำหนักจริงหรือน้ำหนักปริมาตรตามเงื่อนไขของผู้ให้บริการ
- เลือกบริการให้เหมาะกับการจัดส่ง โดยพิจารณาจากน้ำหนัก ขนาด ประเภทสินค้า และระยะเวลาที่ต้องการ
- หากจัดส่งเป็นประจำในนามธุรกิจ สามารถสอบถามผู้ให้บริการเกี่ยวกับ Account สำหรับธุรกิจและเงื่อนไขราคาที่เหมาะสมกับปริมาณการจัดส่ง
- หากเป็นสินค้ามูลค่าสูง ควรสอบถามผู้ให้บริการเกี่ยวกับความคุ้มครองและทางเลือกในการทำประกันพัสดุ เพื่อพิจารณาว่าเหมาะสมกับการจัดส่งหรือไม่
สรุป
การส่งพัสดุไปอังกฤษไม่ได้มีเพียงขั้นตอนการนำพัสดุไปส่งกับผู้ให้บริการเท่านั้น แต่ยังต้องเตรียมข้อมูลสินค้า เอกสาร บรรจุภัณฑ์ และทำความเข้าใจเรื่องภาษีและพิธีการศุลกากรของปลายทาง
สิ่งสำคัญคือควร ตรวจสอบสินค้าก่อนจัดส่ง ระบุรายละเอียดและมูลค่าตามความเป็นจริง เตรียมข้อมูลให้ครบถ้วน และแจ้งผู้รับให้ทราบเรื่องค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นที่ปลายทาง การเตรียมตัวล่วงหน้าจะช่วยลดความเสี่ยงจากข้อมูลไม่ครบถ้วนและปัญหาที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการขนส่ง
หากต้องการส่งพัสดุจากประเทศไทยไปอังกฤษ สามารถสอบถาม City-Link Express เกี่ยวกับประเภทสินค้า เอกสาร และเงื่อนไขการจัดส่ง เพื่อเตรียมพัสดุให้เหมาะสมก่อนใช้บริการ
แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม
สำหรับผู้ที่ต้องการศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับกฎระเบียบการนำเข้า สามารถตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ GOV.UK และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
- GOV.UK — Import goods into the UK: step by step
- GOV.UK — Finding commodity codes for imports into or exports out of the UK
- GOV.UK — Get an EORI number
- GOV.UK — Wood packaging material for import and export
- GOV.UK — Reforming the customs treatment of low-value imports into the UK
ตรวจสอบพื้นที่เข้ารับพัสดุ คลิก https://bit.ly/3mUNbrU
เช็คราคาค่าขนส่งง่ายๆได้ที่ https://www.citylink.express
สอบถามเพิ่มเติม
Inbox: https://bit.ly/3u3pHlt
Tel. 02-666-8288, 02-666-8289
Line: @citylinkthailand หรือ http://bit.ly/2YVTwar
*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด
บริษัทผ่านการรับรองมาตรฐาน ISO 9001

