ส่งพัสดุไปยุโรป EU(Europe) มีขั้นตอนอะไรบ้าง ? คู่มือฉบับเข้าใจง่าย ตั้งแต่เตรียมของจนถึงมือผู้รับ
การส่งพัสดุจากประเทศไทยไปยุโรป ไม่ว่าจะส่งให้ลูกค้า เพื่อน ครอบครัว หรือส่งเพื่อการค้า มีรายละเอียดมากกว่าการส่งพัสดุภายในประเทศ เพราะเกี่ยวข้องกับการขนส่งระหว่างประเทศ การสำแดงข้อมูลต่อศุลกากร ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) อากรขาเข้า รวมถึงข้อกำหนดเฉพาะของสินค้าและประเทศปลายทาง
สำหรับผู้ที่กำลังมองหาวิธี ส่งพัสดุไปยุโรป สิ่งสำคัญไม่ได้มีเพียงการเลือกบริษัทขนส่งเท่านั้น แต่ควรเริ่มตั้งแต่การตรวจสอบว่าสินค้าสามารถส่งและนำเข้าได้หรือไม่ การเตรียมข้อมูลสินค้าและเอกสารให้ถูกต้อง การบรรจุหีบห่ออย่างเหมาะสม ไปจนถึงการทำความเข้าใจว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบ VAT อากรขาเข้า และค่าธรรมเนียมปลายทาง
บทความนี้ City-Link Express จะพาไปรู้จักขั้นตอน ส่งพัสดุไปยุโรป แบบเข้าใจง่าย ตั้งแต่การเตรียมสินค้าก่อนส่ง การจัดทำเอกสาร การผ่านพิธีการศุลกากร ไปจนถึงการจัดส่งถึงมือผู้รับ พร้อมอธิบายเรื่องภาษีและกฎสำคัญที่ผู้ส่งควรรู้ก่อนส่งของจากประเทศไทยเข้าสู่สหภาพยุโรป (EU)
ทำไมการ ส่งพัสดุไปยุโรป EU (Europe) ถึงต้องรู้ขั้นตอน?
การส่งของจากประเทศไทยเข้าสู่สหภาพยุโรป (European Union: EU) ถือเป็นการนำเข้าสินค้าจากประเทศนอก EU เข้าสู่เขตศุลกากรของสหภาพยุโรป จึงต้องผ่านกระบวนการศุลกากรและปฏิบัติตามข้อกำหนดในการนำเข้าที่เกี่ยวข้อง
ปัจจุบัน EU มีประเทศสมาชิก 27 ประเทศ และมี Customs Union ซึ่งใช้กรอบศุลกากรร่วมกันสำหรับสินค้าที่นำเข้าจากประเทศนอก EU อย่างไรก็ตาม อัตรา VAT วิธีการเรียกเก็บภาษี และข้อกำหนดบางประการอาจแตกต่างกันตามประเทศปลายทาง ประเภทสินค้า และลักษณะของการนำเข้า
ดังนั้น ก่อน ส่งพัสดุไปยุโรป ควรตรวจสอบอย่างน้อย 4 เรื่องสำคัญ ได้แก่
✅ประเทศปลายทางอยู่ใน EU หรือเป็นประเทศในยุโรปที่อยู่นอก EU
✅สินค้าที่ต้องการส่งสามารถนำเข้าได้หรือมีข้อจำกัดหรือไม่
✅ต้องใช้เอกสารหรือข้อมูลอะไรสำหรับพิธีการศุลกากร
✅ใครเป็นผู้รับผิดชอบ VAT อากรขาเข้า และค่าธรรมเนียมปลายทาง
การตรวจสอบข้อมูลเหล่านี้ตั้งแต่ก่อนส่ง ช่วยลดความเสี่ยงที่พัสดุจะล่าช้า ถูกเรียกขอเอกสารเพิ่มเติม หรือมีค่าใช้จ่ายที่ผู้ส่งหรือผู้รับไม่ได้เตรียมไว้
EU กับ Europe ต่างกันอย่างไร?
คำว่า Europe (ยุโรป) หมายถึงภูมิภาคทางภูมิศาสตร์ ซึ่งประกอบด้วยหลายประเทศ ขณะที่ EU หรือ European Union เป็นสหภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจที่มีประเทศสมาชิก 27 ประเทศ
ดังนั้นจึงไม่ควรใช้คำว่า “EU” และ “Europe” แทนกันทั้งหมด เพราะประเทศในยุโรปไม่ได้เป็นสมาชิก EU ทุกประเทศ
ตัวอย่างเช่น
| กลุ่ม | ประเทศตัวอย่าง | ผลต่อการ ส่งพัสดุ |
| ประเทศใน EU | เยอรมนี, ฝรั่งเศส, อิตาลี, สเปน, เนเธอร์แลนด์ | อยู่ภายใต้กรอบ Customs Union ของ EU |
| ประเทศในยุโรปที่ไม่ใช่ EU | สหราชอาณาจักร, นอร์เวย์ สวิตเซอร์แลนด์ | มีกฎศุลกากรและระบบภาษีของประเทศนั้น ๆ |
| ประเทศใน EU ที่ไม่ได้ใช้เงินยูโร | โปแลนด์ , โรมาเนีย, บัลแกเรีย | อยู่ใน EU แต่ไม่ใช้สกุลเงินยูโรเป็นสกุลเงินหลัก |
หมายเหตุ: การเป็นสมาชิก EU ไม่ได้หมายความว่าทุกประเทศจะใช้เงินยูโร และการอยู่ในยุโรปก็ไม่ได้หมายความว่าจะอยู่ภายใต้กฎศุลกากรของ EU เสมอไป
ความแตกต่างนี้มีความสำคัญต่อการ ส่งพัสดุไปยุโรป เพราะประเทศปลายทางเป็นหนึ่งในปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับขั้นตอนนำเข้า ภาษี และเอกสารที่ต้องใช้
กฎระเบียบสำคัญของ EU (Europe) ที่ต้องรู้: กฎ IOSS (Import One-Stop Shop)
ก่อน ส่งพัสดุไปยุโรป EU ผู้ส่งควรทำความเข้าใจเรื่อง VAT, Customs Duty และ IOSS เพราะแต่ละรายการมีหลักเกณฑ์แตกต่างกัน และกฎสำหรับสินค้ามูลค่าต่ำมีการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2026
1. VAT ต้องเสียไหม?
สินค้าที่นำเข้าจากประเทศนอก EU โดยทั่วไปต้องพิจารณา Import VAT ตามกฎของประเทศปลายทาง
ดังนั้น สินค้ามูลค่าไม่เกิน EUR 150 ไม่ได้หมายความว่าไม่ต้องเสีย VAT โดยตั้งแต่ปี 2021 EU ยกเลิกการยกเว้น VAT สำหรับสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำกว่า EUR 22 แล้ว
2. EUR 150 คืออะไร?
EUR 150 เป็นเกณฑ์สำคัญที่เกี่ยวข้องกับกฎสำหรับสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำ โดยเฉพาะการขายสินค้าออนไลน์แบบ B2C และระบบ IOSS
อย่างไรก็ตาม EUR 150 ไม่ได้หมายความว่าสินค้าจะปลอดภาษีทั้งหมด
ตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2026 EU มีมาตรการอากรศุลกากรชั่วคราว EUR 3 สำหรับสินค้าที่เข้าเงื่อนไขและมีมูลค่าภายในเกณฑ์ EUR 150 โดยการเรียกเก็บพิจารณาตามประเภทสินค้าหรือ tariff subheading ไม่ใช่หมายความว่าทุกชิ้นในพัสดุจะถูกเรียก EUR 3 แยกกันทั้งหมด
มาตรการดังกล่าวมีผลตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2026 ถึง 1 กรกฎาคม 2028 ตามกฎที่ประกาศใช้ในปัจจุบัน
3. IOSS คืออะไร?
IOSS (Import One-Stop Shop) เป็นระบบสำหรับการขายสินค้าออนไลน์แบบ B2C ที่เข้าเงื่อนไข โดยทั่วไปใช้กับสินค้ามูลค่าไม่เกิน EUR 150 เพื่อให้ผู้ขายสามารถจัดเก็บ VAT จากลูกค้าตั้งแต่ตอนซื้อสินค้าได้
4. ใครเป็นคนจ่ายภาษี?
ขึ้นอยู่กับรูปแบบการจัดส่งและเงื่อนไขทางการค้า เช่น
✅DAP: โดยทั่วไปผู้รับเป็นผู้รับผิดชอบภาษีและอากรนำเข้าที่ปลายทาง
✅DDP: โดยหลักผู้ขายเป็นรับผิดชอบภาษีและอากรตามเงื่อนไข DDP
สรุปง่าย ๆ ส่งพัสดุไป EU อย่าดูแค่ราคาและน้ำหนัก แต่ควรดู 4 เรื่องนี้
VAT → อาจต้องชำระตามกฎของประเทศปลายทาง
EUR 150 → ไม่ได้หมายความว่าไม่มีภาษีหรืออากร
IOSS → ใช้กับการขาย B2C ที่เข้าเงื่อนไข
DAP / DDP → ตรวจสอบให้ชัดเจนว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบภาษีและอากร
ขั้นตอนการ ส่งพัสดุไปยุโรป EU (Europe) อย่างละเอียด
การ ส่งพัสดุไปยุโรป ให้ราบรื่น ไม่ได้มีเพียงการนำพัสดุไปฝากกับบริษัทขนส่ง แต่ควรเตรียมข้อมูลสินค้า เอกสาร และรายละเอียดผู้รับให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น เพื่อช่วยลดปัญหาพัสดุล่าช้าหรือติดพิธีการศุลกากร
โดยทั่วไปสามารถแบ่งขั้นตอนสำคัญได้ดังนี้
ขั้นที่ 1 ตรวจสอบสินค้า
ก่อนส่ง ควรตรวจสอบว่าสินค้าสามารถนำเข้า EU หรือประเทศปลายทาง ได้หรือไม่ เพราะสินค้าบางประเภทอาจมีข้อจำกัด ต้องมีใบอนุญาต ใบรับรอง หรือผ่านการตรวจสอบเพิ่มเติม
ตัวอย่างสินค้าที่ควรตรวจสอบเป็นพิเศษ ได้แก่ อาหาร ยา เครื่องสำอาง พืช ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ สารเคมี และสินค้าที่อยู่ภายใต้ข้อกำหนดด้านความปลอดภัยของ EU
ควรตรวจสอบให้ชัดเจนว่า
- สินค้าคืออะไร
- ประเทศปลายทางคือประเทศใด
- เป็นการส่งส่วนตัวหรือเพื่อการค้า
- ต้องมีใบอนุญาตหรือเอกสารพิเศษหรือไม่
- สินค้ามี HS Code อะไร
สำหรับสินค้าเฉพาะกลุ่ม อาจมีข้อกำหนดเพิ่มเติม เช่น พืชและผลิตภัณฑ์จากพืชบางประเภทต้องมี Phytosanitary Certificate ขณะที่ผลิตภัณฑ์จากสัตว์และสินค้าบางกลุ่มต้องผ่านการควบคุมเฉพาะก่อนเข้าสู่ EU
เช็กสินค้าให้เรียบร้อยก่อนส่ง จะช่วยลดความเสี่ยงที่พัสดุถูกตีกลับ ถูกกักไว้ หรือถูกเรียกขอข้อมูลและเอกสารเพิ่มเติม
ขั้นที่ 2 เตรียมเอกสารให้ครบถ้วน
เอกสารและข้อมูลที่ถูกต้องเป็นส่วนสำคัญของพิธีการศุลกากร โดยสิ่งที่ต้องใช้จะแตกต่างกันตาม ประเภทสินค้า ช่องทางการขนส่ง และลักษณะการส่ง
เอกสารและข้อมูลที่อาจเกี่ยวข้อง
- Customs Declaration – ข้อมูลสำหรับสำแดงสินค้าต่อศุลกากร
- CN22 / CN23 – แบบฟอร์มศุลกากรที่ใช้กับการส่งทางไปรษณีย์ตามกรณี
- Commercial Invoice – โดยทั่วไปใช้สำหรับการส่งสินค้าเชิงพาณิชย์ โดยควรระบุรายละเอียดและมูลค่าของสินค้าให้ถูกต้อง
- Packing List – อาจใช้เมื่อจำเป็นต้องแสดงรายละเอียดรายการสินค้า จำนวน น้ำหนัก หรือข้อมูลการบรรจุ
- HS Code – ใช้จำแนกประเภทสินค้าและเป็นข้อมูลสำคัญในการพิจารณาอากรและมาตรการทางการค้า
- เอกสารหรือใบรับรองเฉพาะสินค้า – เช่น ใบรับรองสุขอนามัย ใบรับรองสุขอนามัยพืช หรือเอกสารอื่นตามประเภทสินค้า
สำหรับสินค้าที่อยู่ภายใต้กฎของ EU บางประเภท อาจต้องมีหลักฐานการปฏิบัติตามข้อกำหนด เช่น CE Marking และเอกสารด้านความสอดคล้องของสินค้า แต่ไม่ได้หมายความว่าสินค้าทุกชนิดต้องมี CE Marking โดยข้อกำหนดขึ้นอยู่กับประเภทสินค้าและกฎหมาย EU ที่ใช้บังคับ
เคล็ดลับ: อย่าเขียนชื่อสินค้าแบบกว้าง ๆ เช่น “Gift”, “Stuff” หรือ “Goods” ควรระบุให้ชัดเจน เช่น “Cotton T-shirt” หรือ “Leather wallet” เพื่อให้สามารถจำแนกสินค้าและดำเนินพิธีการศุลกากรได้ถูกต้อง
ขั้นที่ 3 บรรจุหีบห่อ(Packaging) สำหรับ ส่งพัสดุไปยุโรป
การบรรจุหีบห่อที่เหมาะสมช่วยลดความเสียหายระหว่างการขนส่งระหว่างประเทศ ซึ่งต้องผ่านการคัดแยกและขนส่งหลายขั้นตอน ควรจะ
- ใช้กล่องหรือบรรจุภัณฑ์ที่แข็งแรง และเหมาะกับขนาดสินค้า
- ใช้วัสดุกันกระแทกให้เหมาะสม โดยเฉพาะสินค้าที่แตกหักหรือเสียหายง่าย
- ปิดกล่องและเทปกาวให้แน่นหนา
- ลดพื้นที่ว่างภายในกล่อง เพื่อป้องกันสินค้าเคลื่อนตัวระหว่างขนส่ง
- ติดชื่อและที่อยู่ผู้รับให้ชัดเจน พร้อมข้อมูลติดต่อที่จำเป็น
- ตรวจสอบข้อกำหนดพิเศษของสินค้าและบรรจุภัณฑ์ก่อนส่ง
⚠️ หากใช้บรรจุภัณฑ์ไม้
หากใช้ Wood Packaging Material เช่น พาเลท ลังไม้ หรือวัสดุไม้ที่อยู่ภายใต้ข้อกำหนดของ EU ควรตรวจสอบให้เป็นไปตามมาตรฐาน ISPM 15 และมีเครื่องหมายตามที่กำหนด
EU ไม่ได้ห้ามใช้บรรจุภัณฑ์ไม้ทั้งหมด แต่บรรจุภัณฑ์ไม้บางประเภทที่นำเข้าจากประเทศนอก EU ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านสุขอนามัยพืช
สรุป: แพ็กให้แข็งแรง ปิดให้แน่น ระบุข้อมูลผู้รับให้ชัด และตรวจสอบข้อกำหนดพิเศษของสินค้าและบรรจุภัณฑ์ก่อนส่ง
หากต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อกำหนดด้านบรรจุภัณฑ์สำหรับผู้ที่ส่งสินค้าไป EU สามารถอ่านต่อได้ที่ “PPWR การเตรียมตัวส่งออก EU”
ขั้นที่ 4 สำแดงมูลค่าสินค้าและข้อมูลให้ถูกต้อง
การสำแดงข้อมูลเป็นส่วนสำคัญของการ ส่งพัสดุไปยุโรป เพราะข้อมูลที่ผู้ส่งแจ้งจะถูกนำไปใช้ในการจำแนกสินค้าและพิจารณาภาษี อากร และข้อกำหนดในการนำเข้า
ผู้ส่งควร
- ระบุมูลค่าตามความเป็นจริง
- ระบุรายละเอียดสินค้าให้ตรงกับของที่อยู่ในพัสดุ
- ระบุจำนวนและน้ำหนักให้ถูกต้อง
- ระบุ HS Code ให้เหมาะสมกับสินค้า
- ระบุประเทศต้นกำเนิดสินค้าเมื่อมีข้อกำหนดให้สำแดง
ศุลกากรอาจพิจารณาข้อมูลหลายด้าน เช่น ประเภทสินค้า พิกัดศุลกากร มูลค่าศุลกากร และประเทศต้นกำเนิด เพื่อกำหนดอากรและภาษีที่เกี่ยวข้อง
ไม่ควรสำแดงราคาต่ำกว่าความเป็นจริง เพื่อหลีกเลี่ยงภาษี เพราะหากข้อมูลไม่สอดคล้องกับสินค้า ศุลกากรอาจขอเอกสารหรือข้อมูลเพิ่มเติม และอาจทำให้กระบวนการนำเข้าล่าช้า
ขั้นที่ 5 ผ่านพิธีการศุลกากรของ EU (Europe)
เมื่อพัสดุจากประเทศไทยเดินทางถึง EU สินค้าจะต้องผ่านกระบวนการศุลกากรก่อนเข้าสู่ตลาดหรือจัดส่งต่อถึงผู้รับ โดยทั่วไปมีขั้นตอนสำคัญดังนี้
1. ตรวจสอบข้อมูลและเอกสาร
ศุลกากรตรวจสอบข้อมูลที่สำแดง เช่น รายละเอียดสินค้า จำนวน มูลค่า HS Code และประเทศต้นกำเนิด รวมถึงเอกสารที่เกี่ยวข้อง
2. ประเมินความเสี่ยงและตรวจสอบสินค้า
พัสดุจะผ่านการคัดกรองตามระบบบริหารความเสี่ยง และในบางกรณีอาจมีการตรวจเอกสารหรือเปิดตรวจสินค้า หากข้อมูลไม่ครบ สินค้ามีข้อจำกัด หรือจำเป็นต้องตรวจเพิ่มเติม
3. คำนวณอากรและภาษี
ศุลกากรจะพิจารณาประเภทสินค้า พิกัดศุลกากร มูลค่าศุลกากร และข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เพื่อคำนวณอากรที่ต้องชำระ รวมถึงภาษีที่เกี่ยวข้องตามกฎของประเทศปลายทาง
4. ดำเนินการเรื่องภาษีและค่าใช้จ่าย
หากมีอากร ภาษี หรือค่าธรรมเนียมที่ต้องชำระ ผู้รับหรือผู้ที่รับผิดชอบตามเงื่อนไขการจัดส่งจะต้องดำเนินการตามที่กำหนด
5. ปล่อยสินค้าออกจากศุลกากร
เมื่อข้อมูลและเอกสารครบ ผ่านการตรวจสอบ และดำเนินการเรื่องภาษีและอากรเรียบร้อยแล้ว สินค้าจึงสามารถได้รับการ ปล่อยเพื่อหมุนเวียนอย่างเสรี (Free Circulation) และเข้าสู่ขั้นตอนการจัดส่งต่อไป
หมายเหตุ: ระยะเวลาผ่านพิธีการศุลกากรไม่มีตัวเลขมาตรฐานเดียวสำหรับพัสดุทุกประเภท โดยขึ้นอยู่กับความครบถ้วนของข้อมูล ประเภทสินค้า การตรวจสอบ และขั้นตอนของผู้ให้บริการขนส่ง
ขั้นที่ 6 จ่ายภาษีและค่าธรรมเนียม EU (Europe)
เมื่อพัสดุเข้าสู่ EU อาจมีค่าใช้จ่ายปลายทาง เช่น Import VAT, Customs Duty และค่าดำเนินพิธีการ โดยจำนวนเงินจะขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า มูลค่า ประเทศปลายทาง และเงื่อนไขการจัดส่ง
ค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้น
- Import VAT – ภาษีมูลค่าเพิ่มที่เรียกเก็บตามกฎของประเทศปลายทาง
- Customs Duty – อากรขาเข้า ซึ่งขึ้นอยู่กับประเภทและถิ่นกำเนิดของสินค้า รวมถึงหลักเกณฑ์ที่ใช้บังคับ
- ค่าดำเนินพิธีการ – ค่าบริการของผู้ให้บริการขนส่งหรือผู้ดำเนินพิธีการ (ถ้ามี)
อัตรา VAT ไม่ได้เท่ากันทุกประเทศใน EU แต่ละประเทศกำหนดอัตราของตนเองภายใต้กรอบกฎหมาย VAT ของ EU
ใครเป็นคนจ่าย?
ขึ้นอยู่กับรูปแบบการจัดส่งและเงื่อนไขที่ตกลงกัน เช่น
- DAP – โดยทั่วไปผู้รับเป็นผู้ชำระภาษีและอากรนำเข้าที่ปลายทาง
- DDP – โดยหลักผู้ขายเป็นผู้รับผิดชอบภาระภาษีและอากรตามเงื่อนไข DDP
ดังนั้น ก่อน ส่งพัสดุไปยุโรป ควรตรวจสอบกับผู้ให้บริการให้ชัดเจนว่า “ใครเป็นผู้รับผิดชอบภาษีและค่าใช้จ่ายปลายทาง” เพื่อป้องกันค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิด
ขั้นที่ 7 ติดตามสถานะจนถึงมือผู้รับ
หลังจากส่งพัสดุแล้ว ควรเก็บ Tracking Number ไว้เพื่อตรวจสอบสถานะการจัดส่ง และติดตามว่าพัสดุอยู่ในขั้นตอนใด
หากพัสดุอยู่ระหว่างพิธีการศุลกากรและมีการขอข้อมูลหรือเอกสารเพิ่มเติม ผู้ส่งหรือผู้รับควรดำเนินการโดยเร็ว เพื่อช่วยลดความล่าช้า
เมื่อพัสดุผ่านพิธีการศุลกากรและได้รับการปล่อยแล้ว จะเข้าสู่ขั้นตอนการจัดส่งภายในประเทศปลายทางจนถึงผู้รับ (European Commission)
สรุป: ส่งแล้วอย่าลืมติดตาม Tracking และหากศุลกากรขอข้อมูลเพิ่มเติม ควรรีบดำเนินการเพื่อให้พัสดุเดินทางต่อได้เร็วที่สุด

เปรียบเทียบการ ส่งพัสดุไปประเทศ EU กับประเทศยุโรปที่ไม่ใช่ EU
ก่อน ส่งพัสดุไปยุโรป ควรตรวจสอบก่อนว่าประเทศปลายทางเป็นสมาชิก EU หรือเป็นประเทศในยุโรปที่อยู่นอก EU เพราะกฎศุลกากร ภาษี และขั้นตอนการนำเข้าอาจแตกต่างกัน
| หัวข้อ | ประเทศใน EU | ประเทศนอก EU ใน Europe |
| ระบบศุลกากร | อยู่ภายใต้ EU Customs Union และมีกรอบศุลกากรร่วมกัน | ใช้กฎและระบบศุลกากรของประเทศนั้น ๆ |
| VAT /ภาษี | ใช้กฎ VAT ของประเทศปลายทาง | ใช้กฎภาษีของประเทศปลายทาง |
| เอกสารและพิธีการ | อยู่ภายใต้กรอบกฎหมายศุลกากรของ EU แต่รายละเอียดอาจแตกต่างตามกรณี | ต้องตรวจสอบข้อกำหนดของประเทศปลายทางโดยเฉพาะ |
| ระยะเวลาศุลกากร | ไม่มีระยะเวลามาตรฐานตายตัว ขึ้นอยู่กับสินค้า เอกสาร และการตรวจสอบ | ไม่มีระยะเวลามาตรฐานตายตัวเช่นกัน |
| อากรขาเข้า | พิจารณาตามประเภทสินค้า พิกัดศุลกากร มูลค่า และถิ่นกำเนิด | ต้องศึกษากฏและอัตราแยกของประเทศนั้นๆ |
เคล็ดลับสำหรับการ ส่งพัสดุไปยุโรป ให้ราบรื่น
การ ส่งพัสดุไปยุโรป ให้ราบรื่น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเลือกบริการขนส่งเพียงอย่างเดียว แต่ข้อมูลที่ถูกต้องตั้งแต่ต้นก็มีส่วนสำคัญในการลดปัญหาระหว่างการนำเข้า
1. อย่าระบุชื่อสินค้าแบบกว้างเกินไป
หลีกเลี่ยงคำกว้าง ๆ เช่น “Gift”, “Stuff” หรือ “Goods” ควรระบุชื่อสินค้าให้ชัดเจน เช่น “Cotton T-shirt” หรือ “Leather wallet” เพื่อช่วยให้สามารถจำแนกสินค้าได้ถูกต้อง
2. ตรวจสอบ HS Code ให้ถูกต้อง
HS Code ใช้สำหรับจำแนกประเภทสินค้า และมีผลต่อการพิจารณาอากรและข้อกำหนดในการนำเข้า EU
ควรตรวจสอบว่าสินค้าที่ส่งอยู่ในพิกัดใด และใช้รหัสให้เหมาะสมกับสินค้า โดยเฉพาะสินค้าที่มีรายละเอียดหรือส่วนประกอบเฉพาะ อย่าเดา HS Code จากชื่อสินค้าเพียงอย่างเดียว เพราะสินค้าที่มีลักษณะหรือวัสดุต่างกันอาจอยู่คนละพิกัด
3. สำแดงมูลค่าและข้อมูลตามความเป็นจริง
มูลค่า รายละเอียด จำนวน น้ำหนัก และข้อมูลอื่น ๆ ควรตรงกับสินค้าที่ส่ง ไม่ควรลดมูลค่าหรือให้ข้อมูลไม่ตรงกับความเป็นจริง เพราะอาจทำให้เกิดปัญหาในการตรวจสอบและพิธีการศุลกากร
4. ตรวจสอบข้อกำหนดของสินค้าและประเทศปลายทาง
สินค้าแต่ละประเภทอาจมีข้อกำหนดแตกต่างกัน โดยเฉพาะอาหาร ยา เครื่องสำอาง พืช ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ และสินค้าเฉพาะประเภท จึงควรตรวจสอบก่อนส่งทุกครั้ง
5. เก็บ Tracking Number และข้อมูลการจัดส่งไว้
หลังส่งควรเก็บหมายเลข Tracking และเอกสารที่เกี่ยวข้องไว้ หากมีการขอข้อมูลหรือเอกสารเพิ่มเติมระหว่างพิธีการศุลกากร จะได้ดำเนินการได้รวดเร็ว
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q1. ส่งพัสดุจากไทยไปยุโรป ต้องเสียภาษีไหม?
อาจมี Import VAT, Customs Duty และค่าธรรมเนียมดำเนินการ ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า มูลค่า ประเทศปลายทาง และเงื่อนไขการจัดส่ง จึงควรตรวจสอบค่าใช้จ่ายก่อนส่งทุกครั้ง
Q2. สินค้ามูลค่าไม่เกิน EUR 150 ไม่เสียอากรใช่ไหม?
ไม่ควรเข้าใจว่า EUR 150 หมายถึง “ไม่ต้องเสียภาษี” เพราะ VAT และ Customs Duty เป็นคนละเรื่องกัน และยังต้องพิจารณาว่าสินค้าและการขายเข้าเงื่อนไขใด รวมถึงมาตรการของ EU ที่ใช้บังคับในขณะนั้น
Q3. IOSS คืออะไร?
IOSS (Import One-Stop Shop) เป็นระบบสำหรับการขายสินค้าออนไลน์แบบ B2C ที่นำเข้าสู่ EU โดยใช้กับสินค้าที่เข้าเงื่อนไข เช่น มูลค่าไม่เกิน EUR 150 และไม่อยู่ภายใต้ภาษีสรรพสามิต
ดังนั้น IOSS ไม่ได้ใช้กับพัสดุทุกประเภท เช่น การส่งของส่วนตัวหรือของขวัญไม่ได้หมายความว่าจะใช้ IOSS ได้โดยอัตโนมัติ
Q4. ใครเป็นคนจ่าย VAT และอากรขาเข้า?
ขึ้นอยู่กับรูปแบบการจัดส่งและเงื่อนไขทางการค้า เช่น DAP หรือ DDP
หากเป็น DAP โดยทั่วไปผู้รับจะเป็นผู้รับผิดชอบภาษีและอากรนำเข้าที่ปลายทาง ส่วน DDP โดยหลักผู้ขายเป็นผู้รับผิดชอบภาระดังกล่าวตามเงื่อนไข DDP
ควรตรวจสอบเงื่อนไขกับผู้ให้บริการขนส่งก่อนส่งทุกครั้ง
Q5. ส่งอาหาร เครื่องสำอาง หรือยาไปยุโรปได้ไหม?
อาจส่งได้ แต่ต้องตรวจสอบเป็นรายสินค้า เพราะสินค้าบางประเภทมีข้อกำหนดด้านความปลอดภัย ใบอนุญาต หรือใบรับรองเพิ่มเติม และบางสินค้าอาจมีข้อจำกัดในการนำเข้า
Q6. หากพัสดุติดศุลกากรควรทำอย่างไร?
ตรวจสอบสถานะกับผู้ให้บริการขนส่ง และหากมีการขอเอกสารหรือข้อมูลเพิ่มเติม ควรดำเนินการโดยเร็ว เพื่อช่วยลดความล่าช้าในการจัดส่ง
หมายเหตุ: กฎศุลกากร ภาษี และข้อกำหนดในการนำเข้าอาจแตกต่างกันตามประเทศปลายทาง ประเภทสินค้า และรูปแบบการนำเข้า ผู้ส่งควรตรวจสอบข้อกำหนดล่าสุดก่อนจัดส่งทุกครั้ง
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- European Commission – Customs & EU Customs Union
- European Commission – VAT & VAT on e-commerce
- European Commission – Import One-Stop Shop (IOSS)
- European Commission – Customs Tariff / TARIC
- European Commission – Wood Packaging Material / ISPM 15
- European Commission – Temporary €3 customs duty for low-value parcels
สรุป
การ ส่งพัสดุไปยุโรป ไม่ได้มีเพียงขั้นตอนการขนส่ง แต่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบสินค้า การเตรียมเอกสาร การสำแดงข้อมูล การผ่านพิธีการศุลกากร รวมถึง VAT และอากรที่อาจเกิดขึ้น
หากเตรียมข้อมูลสินค้าและเอกสารให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น และตรวจสอบเงื่อนไขภาษีและข้อกำหนดของประเทศปลายทางก่อนส่ง ก็จะช่วยลดความเสี่ยงของความล่าช้าและค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิดได้
สำหรับผู้ที่ต้องการ ส่งพัสดุจากประเทศไทยไปยุโรปแบบ Door-to-Door Express สามารถเลือกใช้บริการของ City-Link Express เพื่อให้การจัดส่งระหว่างประเทศเป็นเรื่องง่ายขึ้น ตั้งแต่การรับพัสดุ การขนส่งระหว่างประเทศ การติดตามสถานะ ไปจนถึงการจัดส่งถึงผู้รับปลายทาง
ShipEZi คือระบบจัดการงานขนส่งของ City-Link Express ที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถนัดรับพัสดุ ติดตามสถานะการจัดส่ง และบริหารจัดการงานขนส่งระหว่างประเทศได้สะดวกผ่านระบบออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นผู้ใช้งานทั่วไป ธุรกิจ SME หรือองค์กรที่มีการจัดส่งเป็นประจำ ก็สามารถติดตามสถานะพัสดุและจัดการงานขนส่งได้ง่ายยิ่งขึ้นในที่เดียว ผ่านปลายนิ้วคุณ
City-Link Express บริการส่งพัสดุด่วนไปต่างประเทศ ส่งเอกสารไปต่างประเทศ
เรามีบริการส่งพัสดุด่วนไปต่างประเทศ ส่งเอกสารไปต่างประเทศ ราคาประหยัด ไม่ว่าคุณต้องการส่งพัสดุหรือเอกสารไปยังประเทศปลายทางใด City-Link Express พร้อมให้บริการผ่านเครือข่ายขนส่งระหว่างประเทศ โดยระยะเวลาการจัดส่งขึ้นอยู่กับประเทศปลายทาง ประเภทสินค้า และขั้นตอนการตรวจปล่อยของหน่วยงานศุลกากรในแต่ละประเทศ
เรามีบริการเดินพิธีการศุลกากร
City-Link Express มีบริการให้คำปรึกษาและช่วยเตรียมเอกสารสำหรับการนำเข้าและส่งออก รวมถึงบริการดำเนินพิธีการศุลกากรขาเข้าประเทศไทย เพื่อช่วยให้ขั้นตอนการนำเข้าสินค้าเป็นไปอย่างถูกต้อง รวดเร็ว และสอดคล้องกับข้อกำหนดของกรมศุลกากร
ทำไมลูกค้าจึงเลือกใช้บริการ City-Link Express
✅ บริการรับ-ส่งพัสดุแบบ Door-to-Door ครอบคลุมหลายประเทศทั่วโลก
✅ ทีมงานผู้เชี่ยวชาญช่วยตรวจสอบประเภทสินค้าและเอกสารก่อนจัดส่ง เพื่อลดความเสี่ยงในการถูกกักสินค้า ถูกส่งคืน หรือเกิดปัญหาที่ประเทศปลายทาง
✅ มีบริการรีแพ็กสินค้า (Repacking Service) เพื่อให้เหมาะสมกับการขนส่งระหว่างประเทศ
✅ ติดตามสถานะพัสดุได้ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านระบบ Real-time Tracking
✅ มีกล่องพัสดุให้บริการโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม (ตามเงื่อนไขของบริษัท)
✅ ให้คำแนะนำเกี่ยวกับข้อกำหนดการนำเข้าและเอกสารของแต่ละประเทศ เพื่อช่วยลดความผิดพลาดก่อนจัดส่ง
ตรวจสอบพื้นที่เข้ารับพัสดุ คลิก https://bit.ly/3mUNbrU
เช็คราคาค่าขนส่งง่ายๆได้ที่ https://www.citylink.express
สอบถามเพิ่มเติม
Inbox: https://bit.ly/3u3pHlt
Tel. 02-666-8288, 02-666-8289
Line: @citylinkthailand หรือ http://bit.ly/2YVTwar
*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด
บริษัทผ่านการรับรองมาตรฐาน ISO 9001

