ส่งพัสดุไปต่างประเทศ ต้องรู้อะไรบ้าง? รวมเรื่องสำคัญก่อนส่ง
ในยุคที่การค้าออนไลน์และการติดต่อระหว่างประเทศเติบโตขึ้น การส่งพัสดุไปต่างประเทศกลายเป็นเรื่องใกล้ตัวมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการส่งสินค้าให้ลูกค้า ส่งของขวัญให้ครอบครัว หรือส่งของใช้ส่วนตัวให้คนที่อยู่ต่างแดน
แต่การส่งของไปต่างประเทศไม่ได้มีแค่การแพ็กสินค้าแล้วนำไปส่ง เพราะยังมีเรื่องของเอกสาร ศุลกากร สินค้าต้องห้ามหรือสินค้าที่มีข้อจำกัด ภาษีนำเข้า และข้อกำหนดของประเทศปลายทางที่ควรรู้ก่อนส่ง
บทความนี้จึงรวบรวมเรื่องสำคัญที่ควรรู้ ตั้งแต่การตรวจสอบสินค้าและเตรียมเอกสาร ไปจนถึงการเลือกบริการ ติดตามสถานะ และสิ่งที่ควรระวัง เพื่อช่วยให้วางแผนการจัดส่งได้รอบคอบมากขึ้น
1. ทำความเข้าใจพื้นฐานของการส่งพัสดุไปต่างประเทศ
การส่งพัสดุระหว่างประเทศเกี่ยวข้องกับขั้นตอนด้านศุลกากรและข้อกำหนดของทั้งประเทศต้นทางและปลายทาง ผู้ส่งจึงควรเตรียมข้อมูลสินค้าและเอกสารให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น
พัสดุอาจต้องผ่านขั้นตอนการตรวจสอบของศุลกากร และในบางกรณีอาจมีการขอข้อมูลหรือเอกสารเพิ่มเติม รวมถึงอาจมีอากร ภาษี หรือค่าธรรมเนียมที่เกิดขึ้นเมื่อสินค้าถึงประเทศปลายทาง
หากข้อมูลไม่ครบถ้วน เอกสารไม่ถูกต้อง หรือสินค้าไม่เป็นไปตามข้อกำหนด อาจทำให้พัสดุล่าช้า ถูกกักเพื่อตรวจสอบ ต้องจัดส่งข้อมูลเพิ่มเติม หรือถูกส่งคืนในบางกรณี
ดังนั้น ก่อนส่งควรตรวจสอบให้พร้อมทั้ง สินค้า เอกสาร บรรจุภัณฑ์ และข้อกำหนดของประเทศปลายทาง
2. ตรวจสอบสินค้าก่อนส่งทุกครั้ง
สิ่งแรกที่ควรตรวจสอบคือ สินค้าที่ต้องการส่งสามารถนำเข้าไปยังประเทศปลายทางได้หรือไม่ เนื่องจากแต่ละประเทศอาจมีข้อกำหนดแตกต่างกัน แม้จะเป็นสินค้าประเภทเดียวกันก็ตาม
เพื่อให้ตรวจสอบได้ง่ายขึ้น สามารถแบ่งสินค้าออกเป็น 3 กลุ่มสำหรับใช้เป็นแนวทางเบื้องต้น ดังนี้
กลุ่มที่ 1 สินค้าที่โดยทั่วไปสามารถจัดส่งได้ แต่ยังต้องตรวจสอบข้อกำหนดของประเทศปลายทาง
- เสื้อผ้า สิ่งทอ และเครื่องแต่งกาย
- สินค้าอิเล็กทรอนิกส์บางประเภท
- หนังสือและสื่อสิ่งพิมพ์
- ของที่ระลึกและงานหัตถกรรม
- เครื่องสำอางบางประเภท
แม้จะเป็นสินค้าที่พบได้ทั่วไป แต่ก็ควรตรวจสอบข้อกำหนดของประเทศปลายทางและเงื่อนไขของผู้ให้บริการก่อนส่งทุกครั้ง
กลุ่มที่ 2 สินค้าที่อาจต้องมีใบอนุญาตหรือเอกสารเพิ่มเติม
- อาหารแปรรูปและอาหารเสริม
- ยาและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ
- สัตว์สตัฟฟ์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์บางชนิด
- เครื่องดนตรีหรือสินค้าที่ทำจากไม้บางประเภท
- สินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์จากพืชบางชนิด
สินค้ากลุ่มนี้อาจมีข้อกำหนดเพิ่มเติม เช่น ใบอนุญาต ใบรับรอง หรือเงื่อนไขเฉพาะในการนำเข้า ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้าและประเทศปลายทาง
กลุ่มที่ 3 สินค้าที่มักมีข้อห้ามหรือข้อจำกัดสูง
ตัวอย่างเช่น
- อาวุธ กระสุน และวัตถุระเบิด
- ยาเสพติดและสารควบคุม
- เนื้อสัตว์สด ผักสด และผลไม้สด
- สินค้าปลอมแปลงหรือละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา
- ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ป่าหรือสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ที่อยู่ภายใต้ข้อกำหนด CITES
- สินค้าหรือสื่อที่ผิดกฎหมายตามข้อกำหนดของประเทศปลายทาง
หมายเหตุ: รายการสินค้าต้องห้ามและสินค้าที่มีข้อจำกัดอาจแตกต่างกันในแต่ละประเทศ จึงควรตรวจสอบก่อนจัดส่งทุกครั้ง
3. เอกสารสำคัญที่ควรเตรียม
เมื่อทราบแล้วว่าสินค้าสามารถจัดส่งได้ ขั้นตอนต่อมาคือการเตรียมข้อมูลและเอกสารให้ครบถ้วน เพราะรายละเอียดที่ใช้ในการจัดส่งต้องสอดคล้องกับสินค้าจริง และอาจแตกต่างกันตามประเภทสินค้า ผู้ให้บริการ และประเทศปลายทาง
ข้อมูลศุลกากร (Customs Declaration)
เป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการจัดส่งระหว่างประเทศ ผู้ส่งควรระบุรายละเอียดสินค้า มูลค่า จำนวน น้ำหนัก และวัตถุประสงค์ของการส่งให้ครบถ้วนและตรงกับสินค้าจริง
เอกสารที่ต้องใช้จริงอาจแตกต่างกันตามประเภทบริการ สินค้า และประเทศปลายทาง
ข้อมูลที่ควรระบุ เช่น
- รายละเอียดสินค้าอย่างชัดเจน
- มูลค่าสินค้าตามความเป็นจริง
- จำนวนและน้ำหนักสินค้า
- วัตถุประสงค์ของการส่ง เช่น Gift, Commercial หรือ Sample
Commercial Invoice
กรณีที่เกี่ยวข้องกับการค้า อาจต้องใช้ Commercial Invoice เพื่อแสดงรายละเอียดของสินค้าและมูลค่าที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้า เช่น
- ชื่อและที่อยู่ของผู้ส่งและผู้รับ
- รายละเอียดสินค้าและจำนวน
- ราคาต่อหน่วยและมูลค่ารวม
- สกุลเงิน
- เงื่อนไขการค้า เช่น Incoterms หากเกี่ยวข้อง
HS Code (Harmonized System Code)
HS Code เป็นรหัสสำหรับจำแนกประเภทสินค้าในระบบศุลกากรระหว่างประเทศ ใช้เป็นส่วนหนึ่งในการพิจารณาอัตราอากรและข้อกำหนดของสินค้าในประเทศปลายทาง
การระบุประเภทสินค้าและ HS Code ให้ถูกต้องจึงมีความสำคัญต่อการตรวจปล่อยสินค้า
Air Waybill (AWB) หรือใบนำส่งพัสดุ
เป็นข้อมูลหรือเอกสารการขนส่งที่ผู้ให้บริการออกให้ ใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงสำหรับการจัดส่งและติดตามสถานะพัสดุตลอดเส้นทาง
เอกสารเพิ่มเติมตามประเภทสินค้า
สินค้าบางประเภทอาจต้องใช้เอกสารหรือใบรับรองเพิ่มเติม เช่น
- Phytosanitary Certificate สำหรับพืชและสินค้าเกษตรบางประเภท
- Health Certificate สำหรับอาหารหรือผลิตภัณฑ์บางประเภท
- Certificate of Origin (C/O) สำหรับกรณีที่เกี่ยวข้องกับการขอใช้สิทธิทางภาษีตามข้อตกลงทางการค้า
หากไม่แน่ใจว่าสินค้าที่ต้องการส่งต้องใช้เอกสารอะไร ควรสอบถามผู้ให้บริการหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนจัดส่ง
4. การบรรจุหีบห่อสำหรับการขนส่งระหว่างประเทศ
หลังจากเตรียมสินค้าและเอกสารแล้ว อีกเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามคือการบรรจุหีบห่อ เพราะพัสดุระหว่างประเทศต้องผ่านการขนถ่ายและคัดแยกหลายขั้นตอน
หลักการบรรจุหีบห่อที่ควรใส่ใจ
- เลือกกล่องให้เหมาะกับสินค้า ใช้กล่องที่แข็งแรงและมีขนาดเหมาะสม
- ป้องกันสินค้าให้เหมาะกับประเภทของสินค้า โดยเฉพาะสินค้าที่แตกหักง่าย
- ปิดกล่องให้แน่นหนา ใช้เทปสำหรับบรรจุภัณฑ์และปิดบริเวณรอยต่อให้เรียบร้อย
- ติดฉลากให้ชัดเจน ระบุชื่อและที่อยู่ผู้ส่งและผู้รับตามข้อมูลที่ใช้ในการจัดส่ง
หากใช้วัสดุบรรจุภัณฑ์จากไม้หรือวัสดุจากพืช ควรตรวจสอบข้อกำหนดของประเทศปลายทางก่อน เนื่องจากบางประเทศมีมาตรการด้านสุขอนามัยพืชและกำหนดเงื่อนไขสำหรับวัสดุบรรจุภัณฑ์บางประเภท
นอกจากนี้ ควรเติมวัสดุกันกระแทกให้เหมาะสม เพื่อลดการเคลื่อนตัวของสินค้าและช่วยลดความเสี่ยงต่อความเสียหายระหว่างการขนส่ง
5. ภาษีและค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้อง
เมื่อสินค้าเดินทางถึงประเทศปลายทาง อาจมีอากร ภาษี หรือค่าธรรมเนียมที่เกิดขึ้นตามกฎของประเทศนั้น ๆ ดังนั้นผู้ส่งควรทำความเข้าใจเรื่องนี้และแจ้งผู้รับให้ทราบล่วงหน้า
อากรขาเข้า (Import Duty)
เป็นอากรที่ประเทศปลายทางอาจเรียกเก็บจากสินค้านำเข้า โดยอัตราขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า พิกัดศุลกากร ประเทศต้นทาง และหลักเกณฑ์ของประเทศปลายทาง รวมถึงเกณฑ์การยกเว้นอากรที่อาจแตกต่างกัน
ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT/GST)
หลายประเทศมีการเรียกเก็บ VAT หรือ GST จากสินค้านำเข้า โดยหลักเกณฑ์และเกณฑ์การยกเว้นแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ
ค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้า
นอกจากภาษีและอากรแล้ว บางกรณีอาจมีค่าธรรมเนียมด้านพิธีการศุลกากร ค่าดำเนินการ หรือค่าบริการอื่นที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้า
ใครเป็นผู้รับผิดชอบภาษี?
ความรับผิดชอบขึ้นอยู่กับเงื่อนไขการค้าและบริการที่เลือก โดยตัวอย่างที่พบได้บ่อย ได้แก่
| เงื่อนไข | ผู้รับผิดชอบหลัก | สิ่งที่ควรรู้ |
| DAP (Delivered At Place) | โดยทั่วไปผู้ซื้อ/ผู้รับ | ผู้รับดำเนินการนำเข้าและรับผิดชอบอากรและภาษีตามเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง |
| DDP (Delivered Duty Paid) | ผู้ขาย | ผู้ขายรับผิดชอบภาระที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้า รวมถึงอากรและภาษีตามเงื่อนไขของ DDP |
หมายเหตุ: คำว่า DDU (Delivered Duty Unpaid) ไม่ได้อยู่ใน Incoterms® 2020 โดยแนวคิดที่ผู้รับเป็นผู้รับผิดชอบอากรและภาษีนำเข้า มักอ้างอิงเงื่อนไข DAP ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ในการสื่อสารทางธุรกิจและบริการขนส่งยังอาจพบการใช้คำว่า “DDU” อยู่ จึงควรตรวจสอบเงื่อนไขกับผู้ให้บริการก่อนจัดส่ง
6. เลือกผู้ให้บริการขนส่งระหว่างประเทศที่เหมาะสม
ผู้ให้บริการแต่ละรายอาจมีเส้นทาง รูปแบบบริการ ระยะเวลาจัดส่ง และเงื่อนไขแตกต่างกัน ดังนั้นการเลือกผู้ให้บริการควรพิจารณาให้เหมาะกับลักษณะของพัสดุและความต้องการของผู้ส่ง
สิ่งที่ควรตรวจสอบก่อนเลือกบริการ เช่น
- รองรับประเทศและพื้นที่ปลายทางที่ต้องการหรือไม่
- สินค้าที่ต้องการส่งอยู่ภายใต้ข้อจำกัดของบริการหรือไม่
- มีบริการรับพัสดุถึงบ้านหรือไม่
- มีบริการช่วยเหลือด้านเอกสารหรือไม่
- สามารถติดตามสถานะพัสดุได้หรือไม่
- มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมหรือเงื่อนไขด้านภาษีอย่างไร
สำหรับลูกค้า City-Link Express สามารถจองรับพัสดุและติดตามสถานะการจัดส่งผ่านระบบ ShipEZi ช่วยให้ตรวจสอบข้อมูลและความคืบหน้าของพัสดุได้สะดวกยิ่งขึ้น
7. ปัจจัยที่ส่งผลต่อค่าขนส่ง
เมื่อเลือกบริการแล้ว สิ่งที่ควรทำความเข้าใจต่อมาคือปัจจัยที่มีผลต่อค่าขนส่ง เพราะราคาจัดส่งระหว่างประเทศไม่ได้ขึ้นอยู่กับน้ำหนักเพียงอย่างเดียว
น้ำหนักและขนาดพัสดุ
ผู้ให้บริการอาจคำนวณค่าขนส่งจากน้ำหนักจริงหรือน้ำหนักตามปริมาตร (Volumetric Weight) โดยใช้สูตรและตัวหารตามเงื่อนไขของแต่ละผู้ให้บริการ
ดังนั้น ก่อนส่งควรชั่งน้ำหนักและวัดขนาดพัสดุให้ถูกต้อง เพื่อประเมินค่าใช้จ่ายเบื้องต้น
ประเทศและพื้นที่ปลายทาง
ค่าขนส่งแตกต่างกันตามโซนปลายทาง น้ำหนัก ขนาดพัสดุ และเงื่อนไขของบริการที่เลือก
ระยะเวลาการจัดส่ง
บริการ Express มักมีค่าบริการแตกต่างจากบริการมาตรฐาน โดยเน้นระยะเวลาการจัดส่งที่รวดเร็วขึ้นตามเงื่อนไขของบริการ
บริการเสริม
ค่าใช้จ่ายอาจเพิ่มขึ้นหากเลือกบริการเพิ่มเติม เช่น
- บริการรับพัสดุถึงบ้าน
- ความคุ้มครองหรือประกันภัยตามเงื่อนไขของผู้ให้บริการ
- บริการที่เกี่ยวข้องกับการชำระอากรและภาษี
- บริการพิเศษสำหรับสินค้าหรือการจัดส่งบางประเภท
8. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อส่งพัสดุไปต่างประเทศ
แม้จะเตรียมตัวมาอย่างดี แต่ข้อผิดพลาดเล็ก ๆ ก็อาจทำให้การจัดส่งล่าช้าหรือมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมได้
ข้อผิดพลาดที่ 1 แจ้งข้อมูลหรือมูลค่าไม่ตรงกับความเป็นจริง
การแจ้งข้อมูลหรือมูลค่าสินค้าไม่ตรงกับความเป็นจริง อาจทำให้เกิดปัญหาในการตรวจปล่อยสินค้า รวมถึงอาจมีภาษี ค่าธรรมเนียม หรือบทลงโทษตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ข้อผิดพลาดที่ 2 เอกสารไม่ครบถ้วน
ข้อมูลหรือเอกสารที่ไม่ครบอาจทำให้ต้องขอข้อมูลเพิ่มเติมและส่งผลต่อระยะเวลาการตรวจปล่อย จึงควรตรวจสอบเอกสารที่จำเป็นก่อนส่งทุกครั้ง
ข้อผิดพลาดที่ 3 ไม่แจ้งผู้รับเรื่องภาษีและค่าธรรมเนียม
ผู้รับอาจต้องรับผิดชอบอากร ภาษี หรือค่าธรรมเนียมบางรายการตามเงื่อนไขการจัดส่ง หากไม่ได้แจ้งให้ทราบล่วงหน้า อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดหรือปฏิเสธการรับพัสดุได้
ข้อผิดพลาดที่ 4 บรรจุหีบห่อไม่เหมาะสม
การขนส่งระหว่างประเทศต้องผ่านหลายขั้นตอน หากบรรจุภัณฑ์ไม่แข็งแรงหรือไม่ได้ป้องกันสินค้าอย่างเหมาะสม อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อความเสียหายระหว่างการขนส่ง
ข้อผิดพลาดที่ 5 ไม่ตรวจสอบค่าใช้จ่ายและเงื่อนไขก่อนส่ง
นอกจากค่าขนส่งแล้ว อาจมีค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น ค่าบริการเสริม อากร ภาษี หรือค่าธรรมเนียมที่ประเทศปลายทาง การสอบถามรายละเอียดให้ครบก่อนส่งจะช่วยลดความเข้าใจผิดและวางแผนค่าใช้จ่ายได้ดีขึ้น
9. เคล็ดลับช่วยประหยัดเวลาและวางแผนค่าใช้จ่าย
การเตรียมข้อมูลให้พร้อมก่อนส่งช่วยลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็นและทำให้วางแผนการจัดส่งได้ง่ายขึ้น
- เตรียมข้อมูลและเอกสารล่วงหน้า ตรวจสอบรายละเอียดสินค้า มูลค่า ผู้รับ และเอกสารที่เกี่ยวข้องก่อนจัดส่ง
- ชั่งน้ำหนักและวัดขนาดพัสดุ เพื่อประเมินค่าขนส่งเบื้องต้น
- ตรวจสอบ Cut-off time ของผู้ให้บริการ เพื่อวางแผนวันรับพัสดุและระยะเวลาการจัดส่ง
- ตรวจสอบวันหยุดของประเทศปลายทาง เพราะวันหยุดหรือเทศกาลอาจส่งผลต่อระยะเวลาการดำเนินงาน
- เลือกบริการให้เหมาะกับความต้องการ หากต้องการความรวดเร็ว ควรเลือกบริการ Express ที่เหมาะกับเส้นทางและระยะเวลาที่ต้องการ
- สอบถามค่าใช้จ่ายให้ครบก่อนส่ง โดยเฉพาะค่าบริการเพิ่มเติมและภาษีที่อาจเกิดขึ้นที่ปลายทาง
10. ติดตามสถานะหลังส่งพัสดุ
การจัดส่งไม่ได้จบลงเมื่อพัสดุออกจากมือผู้ส่ง การติดตามสถานะอย่างสม่ำเสมอช่วยให้ทราบความคืบหน้า และสามารถดำเนินการได้เร็วขึ้นหากมีข้อมูลหรือเอกสารที่ต้องแก้ไขเพิ่มเติม
สิ่งที่ควรทำหลังส่ง ได้แก่
- เก็บหมายเลข Tracking ไว้สำหรับตรวจสอบสถานะ
- แจ้งหมายเลข Tracking ให้ผู้รับทราบ
- ตรวจสอบสถานะระหว่างการขนส่งและขั้นตอนศุลกากร
- หากพัสดุมีสถานะล่าช้าหรืออยู่ระหว่างรอข้อมูลเพิ่มเติม ควรติดต่อผู้ให้บริการเพื่อสอบถามและดำเนินการโดยเร็ว
- หลังพัสดุถึงปลายทาง ควรตรวจสอบกับผู้รับว่าได้รับสินค้าเรียบร้อยและอยู่ในสภาพเหมาะสม
สำหรับลูกค้า City-Link Express สามารถติดตามสถานะพัสดุผ่านระบบ ShipEZi เพื่อช่วยตรวจสอบความคืบหน้าของการจัดส่งและติดตามสถานะที่อาจต้องดำเนินการเพิ่มเติม
สรุป
การส่งพัสดุไปต่างประเทศให้ราบรื่น ควรเริ่มตั้งแต่การตรวจสอบว่าสินค้าสามารถนำเข้าไปยังประเทศปลายทางได้หรือไม่ เตรียมข้อมูลและเอกสารให้ถูกต้อง บรรจุหีบห่อให้เหมาะสม และทำความเข้าใจเรื่องภาษีและค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้น
นอกจากนี้ การเลือกผู้ให้บริการที่เหมาะกับประเภทสินค้าและปลายทาง รวมถึงการติดตามสถานะหลังจัดส่ง ก็เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้ผู้ส่งรับมือกับขั้นตอนต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
สำหรับผู้ที่ต้องการส่งพัสดุไปต่างประเทศกับ City-Link Express สามารถใช้บริการขนส่งระหว่างประเทศ พร้อมจองรับพัสดุและติดตามสถานะผ่านระบบ ShipEZi เพื่อช่วยให้การจัดส่งตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทางสะดวกและตรวจสอบได้ง่ายขึ้น
ตรวจสอบพื้นที่เข้ารับพัสดุ คลิก https://bit.ly/3mUNbrU
เช็คราคาค่าขนส่งง่ายๆได้ที่ https://www.citylink.express
สอบถามเพิ่มเติม
Inbox: https://bit.ly/3u3pHlt
Tel. 02-666-8288, 02-666-8289
Line: @citylinkthailand หรือ http://bit.ly/2YVTwar
*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด
บริษัทผ่านการรับรองมาตรฐาน ISO 9001

